ผลเลือกตั้ง 2566 เปิดคะแนนลึก 5 พรรคใหญ่ ปูทางสู่ศึกเลือกตั้ง 2569

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการเมืองไทย ภายใต้ระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงเจตจำนงทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศผ่านคะแนนบัญชีรายชื่อ ผลคะแนนอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการการเลือกตั้งเผยให้เห็นโครงสร้างอำนาจใหม่ที่แตกต่างจากการเลือกตั้งก่อนหน้าอย่างชัดเจน
พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้งเป็นอันดับหนึ่ง ได้ ส.ส.เขต 112 ที่นั่ง และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 39 ที่นั่ง รวมทั้งหมด 151 ที่นั่ง พร้อมคะแนนบัญชีรายชื่อสูงถึง 14,438,851 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 34.30 ของคะแนนรวมทั้งประเทศ ถือเป็นพรรคที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้
พรรคเพื่อไทยตามมาเป็นอันดับสอง ได้ ส.ส.เขต 112 ที่นั่งเท่ากับพรรคก้าวไกล และได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 29 ที่นั่ง รวม 141 ที่นั่ง มีคะแนนบัญชีรายชื่อ 10,962,522 คะแนน หรือร้อยละ 26.04 แม้จำนวน ส.ส.เขตจะเท่ากัน แต่คะแนนพรรคในภาพรวมต่ำกว่าพรรคก้าวไกลกว่า 3.4 ล้านคะแนน
พรรคภูมิใจไทยแสดงความแข็งแกร่งในสนามเลือกตั้งแบบแบ่งเขต โดยชนะ ส.ส.เขตถึง 68 ที่นั่ง แต่มีคะแนนบัญชีรายชื่อเพียง 1,138,202 คะแนน หรือร้อยละ 2.70 ส่งผลให้ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 3 ที่นั่ง รวม ส.ส. ทั้งหมด 71 คน โครงสร้างคะแนนสะท้อนฐานเสียงเชิงพื้นที่ที่เข้มแข็ง แต่ไม่กระจายทั่วประเทศ
พรรคพลังประชารัฐได้ ส.ส.เขต 39 ที่นั่ง และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 ที่นั่ง รวม 40 ที่นั่ง มีคะแนนบัญชีรายชื่อ 537,625 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 1.28 ของคะแนนรวมทั้งประเทศ อยู่ในกลุ่มพรรคที่มีคะแนนลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อน
ขณะที่พรรครวมไทยสร้างชาติ แม้จะชนะ ส.ส.เขตเพียง 23 ที่นั่ง แต่ได้รับคะแนนบัญชีรายชื่อสูงถึง 4,766,408 คะแนน หรือร้อยละ 11.32 ทำให้ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่มอีก 13 ที่นั่ง รวม ส.ส. ทั้งหมด 36 คน เป็นตัวอย่างของพรรคที่อาศัยคะแนนพรรคในระดับประเทศเป็นฐานหลัก
โครงสร้างคะแนนกับสมการอำนาจ
ผลการเลือกตั้งปี 2566 แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างพรรคที่ได้เปรียบจากชัยชนะในเขตเลือกตั้ง กับพรรคที่ได้เปรียบจากคะแนนบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลได้รับแรงสนับสนุนจากคะแนนที่กระจายทั่วประเทศ ขณะที่พรรคภูมิใจไทยมีความได้เปรียบจากเครือข่ายพื้นที่ ส่วนรวมไทยสร้างชาติได้รับแรงหนุนจากฐานคะแนนพรรคเฉพาะกลุ่ม
ความแตกต่างดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อการจัดสรรที่นั่งในสภา และกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้ง
จากผลเลือกตั้ง 2566 สู่สมรภูมิปี 2569
ภายหลังการเลือกตั้ง กลไกตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ทำให้พรรคที่ได้คะแนนอันดับหนึ่งไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ส่งผลให้การเมืองไทยเปลี่ยนทิศทางอีกครั้ง ต่อมาในปี 2567 คำวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกลของศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ส.ส. ส่วนใหญ่ย้ายไปสังกัดพรรคประชาชน ซึ่งเข้ามารับช่วงฐานเสียงและบทบาททางการเมืองแทน
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวทำให้บรรยากาศการเมืองก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 แตกต่างจากปี 2566 อย่างชัดเจน จากการแข่งขันระหว่างสองขั้วหลัก ขยับมาเป็นการแข่งขันสามขั้ว โดยมีพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย เป็นแกนหลักของสนามเลือกตั้ง
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
