Formula E เปิดตัว GEN4 รถแข่งไฟฟ้าแรงสุด 815 แรงม้า

ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาวงการรถแข่งพลังงานไฟฟ้า Formula E เปิดตัวรถแข่งเจเนอเรชันที่ 4 หรือ GEN4 รถแข่งไฟฟ้าที่ถูกพัฒนาให้เร็วและทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยมีกำหนดลงแข่งขันจริงในศึก ABB FIA Formula E World Championship ฤดูกาล 2026/27 หรือ Season 13
รถแข่ง GEN4 รุ่นใหม่นี้มาพร้อมกำลังสูงสุด 600 กิโลวัตต์ หรือมากกว่า 815 แรงม้า ในโหมด ATTACK MODE ขณะที่โหมดแข่งขันปกติให้กำลังสูงสุด 450 กิโลวัตต์ หรือประมาณ 600 แรงม้า เพิ่มขึ้นจากรถ GEN3 Evo ถึง 50% และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้มากกว่า 335 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนอัตราเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำได้ประมาณ 1.8 วินาที และจาก 0-200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใช้เวลาเพียง 4.4 วินาที ทำให้ GEN4 กลายเป็นรถแข่ง Formula E ที่เร็วที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา
จุดเปลี่ยนสำคัญของ GEN4 อยู่ที่ระบบขับเคลื่อน Active All-Wheel Drive หรือขับเคลื่อนสี่ล้อแบบแอคทีฟ ซึ่งทำงานในทุกช่วงของการแข่งขัน ต่างจาก GEN3 Evo ที่เปิดใช้ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเฉพาะบางสถานการณ์ ระบบดังกล่าวช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะและการควบคุมรถ โดยเฉพาะขณะออกตัวและเข้าโค้ง นอกจากนี้ยังมีระบบ Active Differential และระบบควบคุมการยึดเกาะที่ช่วยให้รถสามารถถ่ายทอดกำลังมหาศาลลงสู่พื้นสนามได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และอีกเทคโนโลยีที่น่าสนใจ คือ ระบบแอโรไดนามิกที่ออกแบบมาให้มี 2 รูปแบบ ได้แก่ ชุด High Downforce สำหรับรอบคัดเลือกที่ต้องการแรงกดเพื่อเพิ่มการยึดเกาะ และชุด Low Downforce สำหรับการแข่งขันที่เน้นลดแรงต้านอากาศและเพิ่มความเร็วสูงสุด แนวทางนี้ช่วยให้ทีมสามารถปรับรถให้เหมาะกับสถานการณ์และวางกลยุทธ์การแข่งขันได้หลากหลายขึ้น โดย Formula E คาดว่า GEN4 จะทำเวลาได้เร็วกว่า GEN3 ราว 10 วินาทีต่อรอบในรูปแบบการวิ่งรอบคัดเลือก
ในด้านพลังงาน GEN4 ใช้แบตเตอรี่ความจุสูงสุด 55 กิโลวัตต์ชั่วโมง และยกระดับระบบ Regenerative Braking หรือการนำพลังงานจากการเบรกกลับมาใช้ใหม่เป็น 700 กิโลวัตต์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของรถแข่งไฟฟ้ารุ่นนี้ เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้สามารถนำพลังงานกลับเข้าสู่ระบบได้มากกว่า 40% ของพลังงานที่ใช้ระหว่างการแข่งขัน ทำให้ GEN4 ไม่ได้เน้นเพียงความแรง แต่ยังให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพด้านพลังงานด้วย
ในด้านต่อยอดเทคโนโลยีความยั่งยืน Formula E ยังคงใช้ GEN4 เป็นเวทีสาธิตเทคโนโลยีที่สามารถนำไปต่อยอดกับรถยนต์ไฟฟ้าบนถนน โดยตัวรถได้รับการออกแบบให้ใช้วัสดุที่สามารถ นำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้ 100% และมีวัสดุรีไซเคิลอย่างน้อย 20% ในส่วนประกอบสำคัญ เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจาก GEN3 Evo ขณะที่ยางสำหรับฤดูกาล 2026/27 ซึ่งจัดหาโดย Bridgestone มีวัสดุจากแหล่งหมุนเวียนและรีไซเคิล 65%
GEN4 ยังเปลี่ยนแนวทางการใช้ยางจากเดิมที่ใช้ยางแบบ All-weather เพียงชนิดเดียว มาเป็นยางสำหรับสภาพสนามปกติและยาง Full-wet หรือ Monsoon สำหรับการแข่งขันที่มีฝนตกหนักโดยเฉพาะ ทำให้ทีมสามารถเลือกยางให้เหมาะกับสภาพสนามได้มากขึ้น
ความแรงของ GEN4 ยังสร้างความประทับใจให้กับนักขับระดับตำนานอย่าง เดวิด คูลธาร์ด (David Coulthard) อดีตนักขับรถแข่ง Formula 1 และผู้ชนะโมนาโก กรังด์ปรีซ์ 2 สมัย ซึ่งได้ทดสอบรถคันนี้บนถนนในมอนติคาร์โลเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 โดยคูลธาร์ดระบุว่า "อัตราเร่งของ GEN4 เป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่รุนแรงที่สุดที่เขาเคยสัมผัส และเปรียบความรู้สึกขณะขับผ่านอุโมงค์โมนาโกว่าเหมือนเข้าสู่ความเร็วระดับ Hyperdrive"
สำหรับยุค GEN4 ผู้ผลิตรถยนต์ที่เตรียมพัฒนาเทคโนโลยีเข้าสู่การแข่งขันประกอบด้วย ปอร์เช่ (Porsche), นิสสัน (Nissan), สเตลแลนทิส (Stellantis), จากัวร์ (Jaguar) และโลลา คาร์ส (Lola Cars) โดยแต่ละรายจะนำความเชี่ยวชาญด้านระบบส่งกำลัง การจัดการพลังงาน และซอฟต์แวร์มาพัฒนารถของตัวเองก่อนเข้าสู่การแข่งขันจริง
ทั้งหมดนี้ทำให้ Formula E GEN4 ไม่ได้เป็นเพียงรถแข่งไฟฟ้าที่แรงขึ้นจากรุ่นเดิม แต่เป็นการนำเทคโนโลยีไฟฟ้า ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ การจัดการพลังงาน แอโรไดนามิก และวัสดุหมุนเวียนมารวมกันในรถแข่งคันเดียว ก่อนเปิดฉากยุคใหม่ของการแข่งขัน Formula E ในฤดูกาล 2026/27 ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญว่าเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าจะก้าวไปได้ไกลเพียงใดในสนามแข่งระดับโลก
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
