ค่ายรถถอย “EV 2026” เลิกบูม ?

ข้อมูลล่าสุดของ “เบนช์มาร์ก มิเนอรัล อินเทลลิเจนซ์” (Benchmark Mineral Intelligence) ระบุว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่นับรวมทั้งรถที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ล้วน (BEV) และรถไฮบริดแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) เดือนมกราคมปีนี้ อยู่ที่ประมาณ 1.2 ล้านคัน ลดลงร้อยละ 3 เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และลดลงร้อยละ 44 เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม นอกจากนี้ ยอดขายในเดือนธันวาคมต่ำสุดเมื่อเทียบตลอดทั้งปี 2568
น่าสนใจที่ “จีน” ในฐานะตลาดรถ EV ขนาดใหญ่สุดของโลกมีส่วนขับเคลื่อนการลดลงดังกล่าว โดยในเดือนมกราคม ยอดขายรถ EV ในจีนอยู่ที่ประมาณ 600,000 คัน ลดลงร้อยละ 20 เมื่อเทียบรายปี และลดลงถึงร้อยละ 55 เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งยอดขายที่ชะลอตัวในจีนหลัก ๆ มาจากการปรับเปลี่ยนนโยบาย 2 เรื่องที่เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคมที่ผ่านมา นั่นคือการที่รัฐกลับมาเก็บภาษีซื้อรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ในอัตราร้อยละ 5 หลังจากที่ยกเว้นภาษีส่วนนี้มาตั้งแต่ปี 2557 และมาตรการอุดหนุนภายใต้โครงการเก่าแลกใหม่ก็ปรับจากจำนวนเงินที่จ่ายแบบคงที่มาเป็นการจ่ายร้อยละ 12 ของราคารถยนต์ใหม่ สูงสุดไม่เกิน 20,000 หยวน หมายความว่าเงินอุดหนุนโดยเฉลี่ยจะลดลง อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนดังกล่าวมีส่วนหนุนให้ความต้องการซื้อรถเพิ่มขึ้นมากในเดือนธันวาคมจากปกติที่อาจซื้อในเดือนมกราคม
เช่นเดียวกับตลาดรถ EV ในอเมริกาเหนือที่ชะลอตัวลง โดยยอดขายเดือนมกราคมอยู่แถว 90,000 คัน ลดลงร้อยละ 33 เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และลดลงร้อยละ 27 เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม สหรัฐฯ มีบทบาทหลักของการลดลงดังกล่าว เนื่องจากมียอดขายรถ EV ต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2565 จากการที่รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ขยายเวลามาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับรถ EV สูงสุด 7,500 ดอลลาร์ ที่หมดอายุไปตั้งแต่วันที่ 30 กันยายนปีที่แล้ว ประกอบกับการยกเลิกค่าปรับสำหรับผู้ผลิตรถยนต์ที่ไม่สามารถทำตามมาตรฐานประหยัดพลังงานได้ (Corporate Average Fuel Economy-CAFE) และนโยบายกีดกันทางการค้าที่เน้นสนับสนุนการผลิตและจัดหาชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศ ซึ่งการพลิกกลับนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ จากที่เคยส่งเสริม EV ในรัฐบาลชุดก่อน ส่งผลต่อการผลักดันนโยบาย EV ของบรรดาค่ายรถต่าง ๆ
แต่ยอดขายรถ EV ในยุโรปกลับเติบโตสวนทางตลาดหลักอื่น ๆ โดยยอดขายในเดือนมกราคมอยู่ที่กว่า 320,000 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 24 เมื่อเทียบรายปี แม้ว่าจะลดลงร้อยละ 33 เมื่อเทียบรายเดือน ยุโรปถือเป็นภูมิภาคหลักที่เติบโตรวดเร็วสุดในปีที่แล้ว และยังรักษาแรงเหวี่ยงเอาไว้ได้ในช่วงเริ่มต้นปีนี้ ซึ่งบริษัทรถยนต์ในยุโรปยังเผชิญแรงกดดันในการบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยมลพิษภายใต้ข้อกำหนดของสหภาพยุโรป (EU) แม้ว่าจะมีการผ่อนปรนเป้าหมายลงจากเดิม แต่หากผู้ผลิตต้องการหลีกเลี่ยงค่าปรับก็จะต้องผลักดันยอดขายรถ EV ให้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่รัฐบาลหลายประเทศกลับมาจ่ายเงินอุดหนุนให้ใช้รถ EV อาทิ เยอรมนี ฝรั่งเศส รวมถึงอังกฤษที่ไม่ใช่สมาชิก EU แล้ว
สำหรับยอดขายรถ EV ในส่วนอื่น ๆ ของโลกเมื่อเดือนมกราคม รวมกันอยู่ที่ 190,000 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 92 จากปีที่แล้ว แม้จะทรงตัวเมื่อเทียบรายเดือน โดยเกาหลีใต้ บราซิล และไทยเป็นผู้นำในการเติบโต ในส่วนของไทยทำสถิติสูงสุดจากยอดขายรถ EV ที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าเมื่อจากปีที่แล้ว อยู่ที่กว่า 44,000 คัน อานิสงส์จากมาตรการสนับสนุนต่าง ๆ
สถานการณ์ตลาดรถ EV ในปีนี้มีแนวโน้มจะชะลอตัวลงจากเมื่อปี 2568 ซึ่งยอดขายรถ EV ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 20.7 ล้านคัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 จากปีก่อนหน้า ตามการประเมินของ “เบนช์มาร์ก มิเนอรัล อินเทลลิเจนซ์” ถึงแม้ยอดขาย EV ในปีนี้จะเพิ่มขึ้น แต่จะเพิ่มในอัตราที่ลดลง เนื่องจากหลายปัจจัย ทั้งการลดการอุดหนุนของรรัฐบาลจีน ท่าทีของยุโรปในการยกเลิกรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน รวมถึงการที่นโยบายสหรัฐฯ เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลต่อท่าทีของค่ายรถรายใหญ่หลายแห่ง
ก่อนหน้านี้ BloombergNEF คาดการณ์ว่า ยอดขายรถ EV ในปี 2569 น่าจะอยู่ที่ราว 24.3 ล้านคัน เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 12 จากปี 2568 ชะลอตัวลงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับการเติบโตในอัตราร้อยละ 23 ในปีที่แล้ว ปัจจัยหลัก ๆ มาจากสหรัฐฯ ที่ผู้ผลิตรถ EV ต้องเผชิญกับความยากลำบากในช่วงหลายเดือนข้างหน้า เพราะไม่มีปัจจัยหนุนมากนัก ก่อนที่ยอดขายจะเริ่มฟื้นตัวในปี 2570 และ 2571 รวมถึงตลาด EV ขนาดใหญ่สุดอย่างจีน ยอดขายก็มีแนวโน้มชะลอตัวลง เพราะการสนับสนุนจากภาครัฐที่ลดลง ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดจนนำไปสู่สงครามราคาที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ BYD ผู้ผลิต EV ชั้นนำของจีน มียอดขายในปีที่แล้วเติบโตน้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 ขณะที่คู่แข่งอย่าง “จี๋ลี่” (Geely) และ “เสียวหมี่” (Xiaomi) มีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น
S&P Global ระบุว่า ในปี 2569 อุตสาหกรรมยานยนต์น่าจะเติบโตในอัตราที่ลดลง ซึ่งสะท้อนถึงปัจจัยขับเคลื่อนและความเสี่ยงของตลาดที่มีความซับซ้อนขึ้น รวมถึงผลกระทบจากภาษีศุลกากร ปัญหาขาดแคลนชิปเซมิคอนดักเตอร์ ความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน อัตราดอกเบี้ยที่สูง และการใช้รถ EV ที่ยังไม่ค่อยสม่ำเสมอ เนื่องจากนโยบายสนับสนุนของแต่ละประเทศที่ไม่แน่นอน
โดยแนวโน้มตลาดรถ EV ในปีนี้น่าจะยังคงเติบโต แต่จะชะลอตัวลงจากปีที่แล้ว ทั้งนี้ ยอดขายรถ EV แบบที่ใช้แบตเตอรี่อย่างเดียว (BEV) ในปีที่แล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 29 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ 14.6 ล้านคัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 16.1 ของยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลรวมทั้งหมดทั่วโลก แต่ในปีนี้คาดว่ายอดขาย BEV น่าจะเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 19 อยู่ที่ 17.4 ล้านคัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 19 ของตลาดรถยนต์ทั้งหมดทั่วโลก
S&P Global ประเมินว่า ภายในปีนี้ ยอดขายรถ EV ทั้งแบบ BEV รถไฮบริดแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) และEV REX (Range-Extended) หรือรถ EV ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเหมือน BEV แต่ติดตั้งเครื่องยนต์สันดาปทำหน้าที่ปั่นไฟ (Generator) เข้าแบตเตอรี่ขณะขับขี่ ไม่ได้ขับเคลื่อนล้อ น่าจะมีสัดส่วนรวมกันราวร้อยละ 30 ของยอดขายรถทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันรถยนต์แบบไฮบริดมีบทบาทมากขึ้น เพราะช่วยลดช่องว่างเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและความพร้อมของผู้บริโภคที่อาจยังไม่สามารถใช้รถแบบ BEV ได้ ดังนั้น รถยนต์ไฮบริดจึงได้รับความนิยมมากขึ้นในฐานะทางเลือกที่อยู่ตรงกลางระหว่างรถ EV เต็มรูปแบบและรถน้ำมันแบบเก่า
นอกจากนี้ ผู้ผลิตรถยนต์จีนจะสามารถบูรณาการการผลิตในประเทศกับตลาดโลกได้มากขึ้น ทั้งในส่วนรถ EV และไฮบริด โดยในปี 2568 แบรนด์จีนที่ไม่นับรวมแบรนด์ต่างชาติที่จีนเป็นเจ้าของ มีส่วนแบ่งร้อยละ 26.5 ของการผลิตรถยนต์ทั่วโลก หรือราว 24.8 ล้านคัน และมีแนวโน้มจะดำเนินต่อไปในระดับปานกลาง มีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณร้อยละ 27.4 ในปีนี้ ขณะที่การผลิตรถของจีนในต่างประเทศมีจำนวนราว 1.1 ล้านคัน ในปีที่แล้ว และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.6 ล้านคันในปีนี้ เนื่องจากแบรนด์จีนผนวกเข้าสู่ตลาดโลกได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรม EV ในจีนกำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญ เนื่องจากสงครามราคาในประเทศและการสนับสนุนจากภาครัฐที่ลดลง นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า จะมีค่ายรถจีนเพียง 15 แบรนด์ จากทั้งหมด 129 แบรนด์ ที่จะยังทำกำไรได้ภายในปี 2573 สะท้อนถึงการแข่งขันที่จะดุเดือดกว่าเดิม และกดดันให้บริษัทรถยนต์จีนต้องเพิ่มการส่งออกไปต่างประเทศมากขึ้น ข้อมูลจากสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลของจีน พบว่า เมื่อปีที่แล้ว จีนส่งออกรถ EV มากถึง 3.43 ล้านคัน มากกว่าปี 2567 ราว 3 ใน 4
ขณะที่การใช้รถ EV น่าจะชะลอตัวลงในหลายภูมิภาค เนื่องจากรัฐบาลปรับกฎระเบียบและมาตรการจูงใจ รวมไปถึงแรงกดดันจากมาตรการกำแพงภาษี เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม และความคาดหวังของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องประเมินการเปิดตัวรถรุ่นใหม่และแผนการลงทุนใหม่
CEO ของ “เจนเนอรัล มอเตอร์” หรือ GM อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นว่า บริษัทต้องลงทุนให้สอดคล้องกับกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงแบบ 180 องศา จากเดิมที่เน้นลงทุนด้าน EV แต่เมื่อนโยบายของสหรัฐฯ เปลี่ยนแปลงไป ทำให้บริษัทต้องปรับแผนใหม่หลังขาดทุน 1.6 พันล้านดอลลาร์ เช่นเดียวกับ “ฟอร์ด มอเตอร์” ที่ปรับแผนลงทุน หันมาเน้นรถไฮบริด แทน EV ที่ใช้แบตเตอรี่ล้วน รวมถึง “สเตลแลนทิส” ก็เริ่มปรับแผนตั้งแต่ต้นปีนี้ โดยเน้นผสมผสานระบบไฮบริดกับเครื่องยนต์สันดาปภายใน ด้าน “ฮุนได” ของเกาหลีใต้ก็ให้น้ำหนักกับรถยนต์แบบไฮบริดมากขึ้น หลังจากตลาด EV ที่ใช้แบตเตอรี่ล้วนเริ่มชะลอตัว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
