วิกฤต "เต็นท์รถมือสอง" ปิดตัวพุ่ง 2.3 เท่า

ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ออกรายงาน ตลาดเต็นท์รถยนต์มือสองไทย ระบุว่า ในช่วงปี 2566-2568 มีธุรกิจเต็นท์รถมือสอง ปิดกิจการหรือล้มละลาย สูงถึง 1,009 ราย เพิ่มขึ้น 2.3 เท่า จากยอดสะสมในช่วงปี 2561-2565 แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของตลาดในปัจจุบัน
หนึ่งในแรงกดดันของธุรกิจ ที่ต้องเผชิญ คือ ยอดขายรถยนต์มือสองที่ลดลง โดยลดลงจาก 406,000 คันในปี ในปี 2566 มาเหลืออยู่ที่ 317,000 คันในปี 2568 หรือลดลงร้อยละ 22 ซึ่งข้อมูลจากสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว ชี้ว่าสาเหตุที่ทำให้ยอดขายหดตัว เกิดขึ้นจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
นอกจากนี้ เต็นท์รถมือสอง ยังเผชิญกับปัญหาราคารถยนต์ที่ลดลง สะท้อนจากดัชนีราคารถยนต์มือสองโดยเฉลี่ยรอบ 3 ปี ล่าสุด ลดลงถึงร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในปี 2562-2565 ซึ่งมีสาเหตุมาจาก การเพิ่มขึ้นของรถที่ยึด ทำให้จำนวนรถยนต์มือสองในตลาดมีมากขึ้น และอีกปัจจัยคือ การแข่งขันด้านราคาของรถยนต์ใหม่ป้ายแดงที่รุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า ประเภท BEV ที่ปรับราคาขายลดลงถึงร้อยละ 11-35 จาก ราคา ณ วันเปิดตัว
ซึ่งราคารถยนต์มือสองที่ปรับตัวลดลง กดดันให้ธุรกิจเต็นท์รถมือสอง มีอัตรากำไรสุทธิบางลงอย่างชัดเจน จากปี 2562 ที่เคยอยู่ในระดับเกือบร้อยละ 1 ปรับลดลงมาอยู่ในระดับร้อยละ 0.5-0.6 ในปี 2567-2568
อย่างไรก็ดี Krungthai COMPASS ระบุว่า ผู้ประกอบการบางราย ยังมีผลประกอบการที่โดดเด่น โดยมีทั้งรายได้และกำไรเป็นบวกต่อเนื่อง 3 ปีติดต่อกัน และจากการวิเคราะห์ ประเมินว่า เกิดจากระยะเวลาการขายที่เร็ว และถือครองสต็อกในเวลาสั้น ทำให้สามารถกำหนดราคาขายและสามารถควบคุมต้นทุนการถือรถยนต์ในสต็อกได้ จนนำไปสู่ความสามารถในการทำกำไร และสุขภาพทางการเงินที่โดดเด่น
สำหรับทิศทางตลาดเต็นท์รถมือสอง ปี 2569 Krungthai COMPASS คาดว่า มูลค่าตลาดจะอยู่ที่ราว ๆ 32,600 ล้านบาท เป็นระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปี 2564-2566 ประมาณร้อยละ 9 โดยธุรกิจยังต้องเผชิญกับความท้าทายต่อเนื่อง ทั้งจาก ความต้องการซื้อ ที่ถูกดดันจากเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นตัวอย่างจำกัด และหนี้ครัวเรือนสูง และปัจจัยด้านราคา ก็จะยังมีอยู่ แม้ว่ารถถูกยึดจะลดลง แต่ต้องจับตารถในบางกลุ่มที่จะไหลเข้าระบบมากขึ้น
ด้าน คุณ นพดล นิลธรรมชาติ สมาชิกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว และ ผู้บริหาร อมรกรุ๊ป ให้มุมมองถึงสถานการณ์ของเต็นท์รถมือสอง บอกว่า คนที่อยู่รอด คือคนที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้
โดยในช่วงวิกฤตหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา เต็นท์รถมือสอง ที่เป็นสมาชิกสมาคมฯ ส่วนใหญ่จะได้รับผลกระทบน้อยกว่ารายอื่น ๆ รวมถึงวิกฤตในครั้งนี้ด้วย และส่วนใหญ่ยังคงแข็งแรงดี ปัจจัยหลักที่ทำให้สามารถก้าวผ่านมาได้ เกิดจากการสร้างมาตรฐานที่ลูกค้าจับต้องได้ จนทำให้เกิดความน่าเชื่อถือทั้งจากลูกค้า และสถาบันการเงิน
ซึ่งสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อ 11 ปีก่อน หลังได้รับผลกระทบจากวิกฤตรถคันแรก ซึ่งทำให้เต็นท์รถมือสองปิดตัวไปมาก และจากบทเรียนครั้งนั้น จึงรวมตัวกันก่อตั้งเป็นสมาคมฯ เพื่อเป็นช่องทางพูดคุยกับทางภาครัฐ แต่เมื่อตั้งเป็นสมาคมแล้ว เรื่องแรก ๆ ที่ได้ดำเนินการคือ การทำตามกฎระเบียบของหน่วยงานกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด
ตลอดจน การคัดกรองสมาชิกอย่างเข้มงวด ทำให้ปัจจุบันมีสมาชิกสมาคมเพียง 500 รายจาก 53 จังหวัดทั่วประเทศ จากเต็นท์รถทั้งหมดที่มีกว่า 8,000-9,000 ราย และมีการสร้างมาตรฐาน อย่างเช่น การตรวจเช็ครถจากบุคคลที่ 3, คืนเงิน กรณีไม่ตรงปก และคัดกรองลูกค้าก่อนส่งต่อให้สถาบันการเงิน เป็นต้น
ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าที่เข้ามา คุณ นพดล กล่าวว่า ทางสมาคมฯ ได้เตรียมความพร้อมรับมือกับรถยนต์ไฟฟ้ามานานหลายปีแล้ว โดยเดินทางไปดูโรงงานแบตเตอรีที่จีน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แน่ชัดด้วยตัวเอง จนปัจจุบัน เต็นท์รถหลายรายที่เป็นสมาชิกสมาคมฯ มีการปรับตัว และเริ่มมีรถไฟฟ้ามือสองจำหน่ายแล้ว นั่นเพราะว่า มีความต้องการจากลูกค้า และเต็นท์สามารถตอบโจทย์และสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้ เช่น เข้าอู่ซ่อมรถทั่วไปได้ อะไหล่หาไม่ยาก และราคาไม่แพง ซึ่งการปรับตัวดังกล่าว เชื่อว่า ทำให้เต็นท์รถมือสอง ยังไปต่อได้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
