มุมมอง "CEO" บจ.ไทยต่อเศรษฐกิจ-ลงทุนปี 69

ฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Note) และสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย ( Thai LCA) สำรวจความคิดเห็นผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนในปี2569 (CEO Survey: Economic Outlook 2026) เกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจ การดำเนินธุรกิจ และประเด็นที่น่าสนใจที่เกี่ยวข้อง โดยรวบรวมข้อมูลในช่วงวันที่ 23 มกราคม – 13 กุมภาพันธ์ 2569 (ก่อนเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะรุนแรงขึ้น) มีบริษัทจดทะเบียนร่วมแสดงความคิดเห็นทั้งสิ้น 234 บริษัท (SET 180 บริษัท และ mai 54 บริษัท) จาก 8 อุตสาหกรรม 26 หมวดธุรกิจ คิดเป็นร้อยละ 53.9 ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ณ วันที่ 16 กุมภาพันธ์2569
ผลการสำรวจฯ พบว่า CEO ของบริษัทจดทะเบียนที่ร่วมตอบแบบสอบถามกว่า 3 ใน 4 หรือร้อยละ 3 คาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจของไทยจะเติบโตได้ราวร้อยละ 1.1 – 2.0 ซึ่งอยู่ในกรอบใกล้เคียงกับการประมาณการตัวเลขทางเศรษฐกิจของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และธนาคารแห่งประเทศไทยที่ประมาณร้อยละ 2 รวมถึงการคาดการณ์ของธนาคารโลกที่ร้อยละ 1.6
ทั้งนี้ มุมมองดังกล่าวสะท้อนภาพที่ค่อนข้างสอดคล้องกันในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม โดยไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างภาคธุรกิจ
สำหรับปัจจัยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ CEO ส่วนใหญ่มองว่าแรงขับเคลื่อนสำคัญ 3 อันดับแรกได้แก่ ภาคการท่องเที่ยว (ร้อยละ 25) นโยบายการคลังและการใช้จ่ายภาครัฐ ( ร้อยละ 20) และเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ( ร้อยละ 17 )
ขณะเดียวกัน ผู้บริหารบางส่วนยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ความก้าวหน้าของเศรษฐกิจดิจิทัล และความคืบหน้าในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) รวมถึงการแก้ปัญหาการคอร์รัปชันจะเป็นปัจจัยเสริมที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ทั้งนี้ น้ำหนักของปัจจัยสนับสนุนแตกต่างกันตามลักษณะอุตสาหกรรม โดยกลุ่ม Technology ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพทางการเมือง สะท้อนความต้องการความชัดเจนและต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ ขณะที่กลุ่ม Agri & Food ให้น้ำหนักกับการส่งออกมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับโครงสร้างธุรกิจที่พึ่งพาตลาดต่างประเทศเป็นหลัก
สำหรับปัจจัยเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ CEO ส่วนใหญ่มองว่าความเสี่ยงสำคัญ 3 อันดับแรก ได้แก่ เสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ ( ร้อยละ 21) กำลังซื้อภายในประเทศ ( ร้อยละ 16) และระดับหนี้สินภาคครัวเรือน ( ร้อยละ 16)
โดยเฉพาะประเด็น “กำลังซื้อและหนี้สินครัวเรือน” ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่ภาระหนี้ในระดับสูงอาจกดทับความสามารถในการใช้จ่ายและการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจใน
ด้านปัจจัยเสี่ยงการให้น้ำหนักแตกต่างกันตามลักษณะอุตสาหกรรม โดยกลุ่ม Agri & Food ให้ความสำคัญกับ อัตราแลกเปลี่ยนเป็นหลัก สะท้อนความอ่อนไหวของธุรกิจส่งออกต่อความผันผวนของค่าเงิน ขณะที่กลุ่ม Property & Construction ให้น้ำหนักกับหนี้สินภาคครัวเรือนมากกว่า สะท้อนความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างภาระหนี้ความสามารถในการกู้ยืม และอุปสงค์ในภาคอสังหาริมทรัพย์
สำหรับมุมมองด้านเงินเฟ้อ ผลสำรวจสะท้อนว่า CEO ส่วนใหญ่คาดการณ์ อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (headline inflation) ราวครึ่งหนึ่งอยู่ในช่วงร้อยละ 1–3 สอดคล้องกับกรอบเป้าหมายของธนาคาร แห่งประเทศไทย ทั้งนี้ มุมมองที่เงินเฟ้อยังอยู่ต่ำกว่ากรอบ บางส่วนที่คาดการณ์ว่าจะอยู่ในช่วงต่ำกว่าร้อยละ 1 สอดคล้อง กับผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่1/2569 ที่คาดว่าเงินเฟ้อจะเริ่มทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 ( จากสถานการณ์ราคาน้ำมันล่าสุดทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล หากราคาน้ำมันยืนระดับสูงแบบนี้จะกระทบเงินเฟ้อมากน้อยแค่ไหน ช่วงท้ายจะมีวิเคราะห์ให้เห็นภาพ)
ด้านการดำเนินธุรกิจในปี 2569 จากผลสำรวจฯพบว่า ผู้บริหารส่วนใหญ่ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตทางรายได้ของธุรกิจ โดยมากกว่าร้อยละ 80 เห็นว่ารายได้ยังเติบโตได้โดยกว่า 2 ใน 3 คาดว่ารายได้จะเติบโตได้ในระดับร้อยละ 0-10 ซึ่งเป็นการสะท้อนภาพการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป ขณะเดียวกันยังมีบางส่วนที่ประเมินความเสี่ยงด้านลบอยู่บ้าง ซึ่งสะท้อนมุมมองที่ยังระมัดระวังของภาคธุรกิจ
เมื่อจำแนกตามกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่าการคาดการณ์การเติบโตของรายได้ในระดับสูง และ สูงมากกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการเป็นหลัก สะท้อนความคาดหวังต่อการฟื้นตัวของภาคบริการ ขณะที่ภาคการเงินและอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ประเมินการเติบโตในระดับปานกลางมากกว่า โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่มีมุมมองกระจายตัวสูง สะท้อนความไม่แน่นอนของภาวะอุปสงค์ในประเทศ
ส่วนผลสำรวจฯ ด้านการลงทุนพบว่า CEO 3 ใน 4 มองว่าช่วงเวลา 12 เดือนข้างหน้าเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจเข้าลงทุน โดยจากกลุ่มดังกล่าวยังเล็งเห็นถึงศักยภาพในประเทศไทยและกลุ่มประเทศอาเซียนอาทิ เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
นอกจากนี้ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างจีน และอินเดียยังได้รับความสนใจจากผู้บริหารหลายบริษัท CEO บางส่วนให้ความสนใจกลุ่มประเทศยุโรปและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ซึ่งเป็นสองภูมิภาคที่อยู่ระหว่างการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับไทย
เมื่อจำแนกตามอุตสาหกรรม พบว่าประเทศ “เวียดนาม” เป็นจุดหมายหลักของหลายกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจบริการ และกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม สะท้อนบทบาทของประเทศเวียดนามในฐานะฐานการผลิตและตลาดเติบโตในอาเซียน ขณะที่กลุ่ม Services มีลักษณะกระจายการลงทุนในหลายประเทศมากที่สุด แสดงถึงความคล่องตัวในการขยายธุรกิจ ต่างจากบางอุตสาหกรรมที่พบว่ายังไม่มีแผนจะขยายการลงทุนค่อนข้างสูง ซึ่งสะท้อนท่าทีที่ระมัดระวังต่อภาวะเศรษฐกิจและต้นทุนทางการเงิน
สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจในช่วง 12 เดือนข้างหน้า CEO ส่วนใหญ่มองว่าปัจจัยที่จะเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ 3 อันดับแรกได้แก่ การลงทุนของภาครัฐและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ และการนำเทคโนโลยีมายกระดับประสิทธิภาพขององค์กร ตามลำดับ
ปัจจัยอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกับปัจจัยที่จะมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้แก่ เสถียรภาพทางการเมืองในประเทศและภาคการท่องเที่ยว ซึ่งสะท้อนผ่านผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในช่วงต้นปี นอกจากปัจจัยเบื้องต้นแล้ว จะเป็นปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัวของแต่ละอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ CEO ประเมินว่าปัจจัยกดดันสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจยังอยู่ที่กำลังซื้อในประเทศและภาระหนี้ครัวเรือน ซึ่งมีสัดส่วนสูงสุดอย่างชัดเจน สะท้อนข้อจำกัดด้านอุปสงค์ภายในประเทศเป็นแรงกดดันหลัก ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ภาคธุรกิจจับตา
โดยรวมจึงสะท้อนภาพแรงกดดันที่มาจากทั้งปัจจัยเชิงโครงสร้างภายในประเทศและความไม่แน่นอนจากภายนอกควบคู่กัน ทั้งนี้ ภายหลังการเลือกตั้งปัจจัยด้านนโยบายอาจมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น ขณะที่การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป
อย่างไรก็ดี บริษัทจดทะเบียนดำเนินการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อรับมือกับความท้าทาย โดยมีการปรับตัวใน 4 ด้านหลัก ๆ ได้แก่
1)การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการให้บริการ - บริษัทฯ ส่วนใหญ่ได้ทำการเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงานรวมไปถึงการเพิ่มมูลค่าของสินค้าและการนำพลังงานทดแทนมาใช้ นอกจากนี้หลายบริษัทเล็งเห็นถึงการนำระบบอัตโนมัติมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนในระยะยาว
2) การลงทุนและระดมทุน - บริษัทฯ ประมาณร้อยละ 46 ยังมองว่าสถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่ใช่จุดที่ควรชะลอการลงทุน และประมาณร้อยละ 78 มองว่าประเทศไทยยังเป็นเป้าหมายในการเพิ่มลงทุนอยู่ นอกจากนี้หลายบริษัทยังไม่สนใจที่จะระดมทุนเพิ่มเติมผ่านการกู้ยืมและผ่านตราสารทุน
3) การตลาด - บริษัทฯ ส่วนใหญ่ได้เล็งเห็นถือการปรับเปลี่ยนการผลิตและปรับราคาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดรวมไปถึงการเปลี่ยนช่องทางการจัดจำหน่ายและกลยุทธ์การโฆษณาให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น และมองว่าการทำตลาดแบบเจาะจง(Niche Market) พร้อมกับการหาตลาดส่งออกใหม่ ๆ เป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสม
4) การปรับโครงสร้างธรุกิจ – หลายบริษัทเล็งเห็นถึงการปรับโครงสร้างบริษัทแต่ยังไม่พิจารณาถึงโอกาสในการควบรวมกิจการ
ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าวของ CEO บริษัทจดทะเบียนไทย แม้จะมีการพิจารณาปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์รวมไว้แล้ว แต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นปัจจัยเกิดขึ้นหลังการประเมิน ดังนั้น CEO บริษัทจดทะเบียนไทย อาจจะต้องปรับตัวเตรียมรับมือมากกว่าที่ประเมินไว้ เพราะเหตุการณ์ตะวันออกกลางอาจลดทอนมุมมองเชิงบวกด้านเศรษฐกิจ การลงทุน ไม่ได้ดีเท่าที่คาดการณณ์ไว้
เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมัน (9 มี.ค.) ทำสถิติสูงสุดนับในรอบเกือบ 4 ปี ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปี 2565 ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์เริ่มมองว่าเข้าสู่ “ระดับอันตราย” ต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย
โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์สัญญาส่งมอบล่วงหน้า ขยับขึ้นร้อยละ 19.8 แตะที่ 111.04 ดอลลาร์/บาร์เรล ก่อนจะย่อตัวลงเคลื่อนไหวแถว 107.90 ดอลลาร์/บาร์เรล ด้านราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสพุ่งแตะ 111.24 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงต้นการซื้อขาย ก่อนจะเคลื่อนไหวแถว 107.40 ดอลลาร์/บาร์เรล ปรับขึ้นร้อยละ 18.2
อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันโลกได้ปรับลดลงอย่างรวดเร็วในวันที่ 10 มีนาคม หลังจากประธานาธิบดี "โดนัลด์ ทรัมป์" ส่งสัญญาณว่าการทำสงครามกับอิหร่านใกล้จะสิ้นสุดลง โดยน้ำมันดิบเบรนท์ซื้อขายล่วงหน้าปรับตัวลดลง 6.51 ดอลลาร์ หรือลดลงร้อยละ 6.6 เหลือ 92.45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสลดลง 6.12 ดอลลาร์ หรือลดลงร้อยละ 6.5 อยู่ที่ 88.65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนถึงความผันผวนที่รุนแรงของราคาน้ำมันโลก
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB EIC ประเมินในกรณีฐานที่ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยปีนี้เพิ่มเป็น 75 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เงินเฟ้อโลกจะเร่งตัวขึ้นราว 0.4 Percentage points (pp) และอาจกระทบ GDP โลกราว 0.2–0.4 pp
สำหรับเศรษฐกิจไทยในกรณีฐานราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยปีนี้เพิ่มเป็น 75 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล อาจขยายตัวชะลอลง 0.3 pp แต่ในกรณีเลวร้ายราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยอาจแตะ 107 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวชะลอลงมากถึง 0.8 pp
เงินเฟ้อไทยปี 2568 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 1.5 กลับเข้ากรอบเป้าหมายร้อยละ 1-3 ได้เร็วขึ้น ผลจากราคาพลังงานโลกที่เร่งตัว แต่หากสถานการณ์ลุกลามเป็น Regional war เงินเฟ้ออาจเพิ่มสูงกว่าร้อยละ 4 ได้
SCB EIC ประเมินว่า ธุรกิจไทยได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางทั้งทางตรงและทางอ้อม แม้สัดส่วนส่งออกไปภูมิภาคนี้ไม่สูง แต่บางอุตสาหกรรมพึ่งพาตลาดนี้ค่อนข้างมาก เช่น สินค้าเกษตรและอาหารบางประเภท รถยนต์นั่ง
ขณะที่ธุรกิจอื่น ๆ แม้ไม่ได้พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางมากนัก แต่หลายธุรกิจอาจได้รับผลกระทบจากแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาน้ำมันเป็นสัดส่วนสูง อาทิ กลุ่มพลังงาน ขนส่ง ก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง รวมถึงธุรกิจส่งออกที่อาจเผชิญปัญหาด้านการขนส่งที่อาจล่าช้าและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ต้นทุนพลังงานที่ปรับสูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง กระทบต้นทุนวัตถุดิบ/ปัจจัยการผลิตสำคัญ ๆ จะเร่งตัวขึ้น อาทิ สินแร่ สินค้าเกษตร ปุ๋ย ผลกระทบดังกล่าวมีความเกี่ยวโยงเป็นลูกโซ่และอาจจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังธุรกิจไทยหลายสาขาใน Supply chain อย่างไรก็ดี ระดับความรุนแรงของผลกระทบจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนของภาคธุรกิจด้วย ขณะที่ผลกระทบภาคบริการ เช่น ธุรกิจท่องเที่ยวและ Healthcare ยังมีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวจากปัญหาการเดินทางและความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย
อย่างไรก็ดี บางกลุ่มธุรกิจอาจได้รับอานิสงส์เชิงบวก ได้แก่สินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีพและพืชพลังงานบางชนิดอาจได้อานิสงส์จากความต้องการกักตุนสินค้าและราคาโลกที่ปรับเพิ่มขึ้น จึงอาจเพิ่มโอกาสให้ผู้ส่งออกไทยสามารถคว้าโอกาสเติบโตได้ หากสามารถหาลู่ทางในการส่งออกได้
ดังนั้นภาคธุรกิจจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ในตะวันออกลางอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมปรับตัวรับมือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น จากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางว่าจะจบเร็ว ยืดเยื้อ หรือลุกลามเป็นสงครามระดับภูมิภาค
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
