รีเซต

สรุปถ้อยแถลงไทย-กัมพูชา เปิดประชุม UNCLOS นัดแรก หลังยกเลิก MOU 44

สรุปถ้อยแถลงไทย-กัมพูชา เปิดประชุม UNCLOS นัดแรก หลังยกเลิก MOU 44
TNN ช่อง16
15 กันยายน 2569 ( 14:05 )
5

หลังความยืดเยื้อพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชายืดเยื้อมานานกว่า 50 ปี แม้ทั้ง 2 ฝ่าย จะตกลงร่วมลงนาม MOU 44 เพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ แต่ผ่านมากว่า 25 ปี การเจรจาผ่าน MoU ดังกล่าว ไม่มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม จนทำให้ไทยตัดสินใจยกเลิก MoU 44 และหันไปใช้การเจรจาผ่านกลไก UNCLOS แทน หลังกัมพูชาให้สัตยาบันเป็นภาคีเมื่อต้นปี 2569


ล่าสุด วันนี้ ทั้งไทยและกัมพูชาเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับ ผ่านการประชุม UNCLOS นัดแรก นับตั้งแต่ไทยมีมติยกเลิก MOU 44 โดยก่อนเริ่มการประชุมทั้ง 2 ประเทศได้กล่าวถ้อยแถลงถึงจุดยืนจุดยืนเกี่ยวกับข้อพิพาททางทะเล 


กัมพูชาย้ำจุดยืน ให้ความสำคัญกับสันติภาพ-เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ 


ทางฝั่งกัมพูชา นำโดย ปรัก สุคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา กล่าวถ้อยแถลงย้ำจุดยืนกัมพูชา โดยเริ่มชี้แจงจากการย้อนประวัติศาสตร์ของประเทศ การจัดตั้งเขตแดนผ่านสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม ปี 1907 ตลอดจนความบอบช้ำจากสงครามยุคเขมรแดงที่คร่าชีวิตประชากรไปถึง 1 ใน 4 จนกระทั่งได้รับการฟื้นฟูหลังสนธิสัญญาสันติภาพปารีส ปี 1991 จากบทเรียนความสูญเสียดังกล่าว 


กัมพูชาจึงเน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญกับสันติภาพ และได้พยายามเจรจาเขตแดนทางทะเลกับไทยมาตั้งแต่ปี 1995 จนบรรลุ MOU 44 เพื่อหวังนำทรัพยากรพลังงานมาพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกัน แต่การเจรจากลับไม่มีความก้าวหน้าและยังไม่

สามารถตกลงเรื่องเขตแดนหรือการพัฒนาร่วมได้


จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อฝ่ายไทยประกาศยกเลิก MOU 44 เพียงฝ่ายเดียวเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลกัมพูชาตัดสินใจใช้สิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศด้วยการริเริ่มกระบวนการประนอมบังคับภายใต้อนุสัญญา UNCLOS เพื่อหาทางออกโดยสันติวิธี ซึ่งนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ย้ำว่ากระบวนการนี้จะช่วยปกป้องอธิปไตย สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และปลดล็อกทรัพยากรพลังงานเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการสร้างงานของทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน


กัมพูชายืนยันความเชื่อมั่นในกลไกพหุภาคีและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยหวังว่าคณะกรรมาธิการฯ จะช่วยให้ทั้งสอง

ฝ่ายก้าวข้ามความขัดแย้ง และบรรลุผลลัพธ์ที่เป็นธรรมเหมือนกรณีทะเลติมอร์ระหว่างติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลีย ซึ่งจะส่งผลดีต่อเสถียรภาพของประชาคมอาเซียนโดยรวม

ไทยย้ำชัดยึดมั่นกฎหมายระหว่างประเทศ โต้กัมพูชาบิดเบือนข้อเท็จจริง  


ด้านสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของไทย ยืนยันว่าไทยยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศและการทูตทวิภาคีเพื่อแก้ปัญหาผ่านการพูดคุยและสร้างความไว้วางใจมาโดยตลอด แต่กัมพูชากลับบิดเบือนข้อเท็จจริง สร้างภาพว่าไทยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อประโยชน์ทางการเมืองภายใน ทั้งที่ในความเป็นจริง กัมพูชาเคยกระทำสิ่งผิดกฎหมายระหว่างประเทศจนเกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนไทย อีกทั้งยังปฏิเสธแนวทางทางการทูตและมาตรการสร้างความเชื่อมั่นที่ไทยเคยเสนอ


ฝ่ายไทยโต้แย้งข้อกล่าวอ้างที่ว่ากัมพูชาจำต้องเริ่มกระบวนการประนอมเพราะไทยยกเลิก MOU 44 นั้นไม่เป็นความจริง เนื่องจากตลอด 25 ปี MOU ดังกล่าวไม่มีความคืบหน้า ไทยจึงเสนอให้เริ่มเจรจาเขตแดนทางทะเลรอบใหม่ร่วมกัน โดยเปิดช่องว่าหากเจรจาไม่สำเร็จใน 6 เดือนค่อยเข้าสู่กระบวนการประนอมพร้อมกัน แต่กัมพูชากลับปฏิเสธทางเลือกนี้


สำหรับการเข้าร่วมกระบวนการประนอมภายใต้ UNCLOS ในครั้งนี้ ไทยเข้าร่วมด้วยความสุจริตใจเพื่อแสวงหาจุดร่วมในการกำหนดเขตทางทะเลในอ่าวไทยอย่างเที่ยงธรรม โดยยืนยันเขตทางทะเลของไทยตามพระบรมราชโองการปี 2516 พร้อมปฏิเสธเส้นอ้างสิทธิฝ่ายเดียวปี 2515 ของกัมพูชา และเน้นย้ำว่ากระบวนการนี้ไม่เกี่ยวกับอธิปไตยทางบก รวมถึงเกาะกูด


จากถ้อยแถลงของทั้ง 2 ฝ่าย จะเห็นได้ว่า แม้ไทยและกัมพูชาจะเห็นตรงกันว่าต้องการแก้ไขปัญหาข้อพิพาททางทะเลด้วยสันติวิธี และยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ทั้ง 2 ฝ่ายยังมีมุมมองที่แตกต่างกัน ทั้งในเรื่องที่มาของข้อพิพาท ตลอดจนแนวทางที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา


ตามกระบวนการประนอมภายใต้ UNCLOS คณะกรรมาธิการประนอมจะทำหน้าที่รับฟังข้อเรียกร้องและข้อโต้แย้งของทั้ง 2 ฝ่าย รวมถึงพิจารณาข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ก่อนจัดทำรายงานพร้อมข้อสรุปและข้อเสนอแนะเพื่อให้ทั้งสองประเทศสามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ โดยกระบวนการประนอมคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 12 เดือน ก่อนที่คณะกรรมาธิการฯ จะจัดทำรายงานและข้อเสนอแนะ เพื่อให้ทั้งสองประเทศนำไปใช้เป็นแนวทางในการหาข้อยุติต่อไป

UNCLOS คืออะไร ทำไมถึงสำคัญ ?


UNCLOS ชื่อเต็มคือ “The United Nations Convention on the Law of the Sea” หรือ “อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล” ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1982 ทำหน้าที่เสมือนเป็น “รัฐธรรมนูญแห่งท้องทะเลโลก” เป็นกฎหมายสากลที่กำหนดสิทธิ หน้าที่ และขอบเขตทางทะเลของรัฐชายฝั่ง เนื่องจากสมัยก่อนประเทศต่าง ๆ ยึดถือแนวคิดเก่าแก่ที่เรียกว่า “เสรีภาพในการเดินเรือ” ภายใต้แนวคิดนี้ ประเทศต่าง ๆ มีอำนาจควบคุมพื้นที่ทะเลใกล้ชายฝั่งของตัวเองเพียงเล็กน้อย โดยทั่วไปอยู่ที่ราว 3 ไมล์ทะเล หรือประมาณ 5.6 กิโลเมตร ส่วนพื้นที่ทะเลที่อยู่นอกเขตดังกล่าวถือเป็นน่านน้ำสากล เปิดให้ทุกประเทศสามารถใช้ประโยชน์ได้ และไม่มีประเทศใดสามารถอ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่เหล่านั้นได้


เมื่อเวลาผ่านไป ประเทศต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับทรัพยากรทางทะเลมากขึ้น ทั้งประมง น้ำมัน ก๊าซ และทรัพยากรใต้ทะเล ขณะที่ปัญหามลพิษทางทะเลก็เพิ่มขึ้น แนวคิดเดิมที่กำหนดเขตอำนาจของรัฐไว้อย่างจำกัด จึงเริ่มไม่เพียงพอที่จะรองรับปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้น จนถึงช่วงทศวรรษ 1960 หลายประเทศเริ่มขยายเขตสิทธิทางทะเลของตัวเอง บางประเทศกำหนดทะเลอาณาเขตไว้ที่ 12 ไมล์ทะเล ขณะที่บางประเทศเรียกร้องสิทธิในการสำรวจและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรไกลออกไปถึง 200 ไมล์ทะเล


ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้โลกจำเป็นต้องมีกติกากลาง เพื่อกำหนดให้ชัดเจนว่า ในพื้นที่ทะเลแต่ละเขต รัฐชายฝั่งมีสิทธิอะไร ประเทศอื่นมีสิทธิอะไร และทุกประเทศมีหน้าที่อย่างไร


ระบบนั้นในที่สุดก็กลายเป็นอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ปัจจุบัน UNCLOS มีภาคีทั้งหมด 172 ภาคี ซึ่งถือเป็นกรอบกฎหมายสำคัญในการกำกับดูแลกิจกรรมและการใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรทั่วโลก


หัวใจสำคัญของ UNCLOS คือการสร้างสมดุลระหว่าง “สิทธิของรัฐชายฝั่ง” กับ “เสรีภาพของรัฐอื่น” รวมถึงส่งเสริมการใช้ทะเลอย่างสันติ, ใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน, อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล และจัดการข้อพิพาททางทะเลระหว่างประเทศ อย่างที่เกิดขึ้นกับไทย และกัมพูชา


สำหรับประเทศไทยให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคี UNCLOS เมื่อปี 2011 ขณะที่ กัมพูชาเพิ่งให้สัตยาบันเมื่อต้นปี 2026 หลังจากลงนามมานานกว่า 40 ปี นี่จึงทำให้ไทยและกัมพูชาอยู่ภายใต้กฎกติกาสากลเดียวกัน


การที่กัมพูชาเข้าเป็นภาคี UNCLOS จึงถือเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ไทย เลือกเดินหน้ายกเลิก MOU 44 แล้วเลือกหันไปเจรจาผ่าน UNCLOS แทน เพื่อหวังจบปัญหาข้อพิพาททางทะเลที่ยืดเยื้อมานานกว่า 50 ปี


ย้อนปมพิพาทดินแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา 


ความขัดแย้งนี้ เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 1972 หลังกัมพูชาประกาศเขตไหล่ทวีปของตน ซึ่งกำหนดเส้นเขตแดนที่ลากผ่านเกาะกูด ต่อมา ไทยก็ได้ประกาศเขตไหล่ทวีปตามเช่นกันในปี 1973 โดยยึดหลักจาก อนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส 1907 ซึ่งระบุว่าเกาะกูดเป็นของไทย ส่งผลให้เส้นเขตแดนทางทะเล 2 ประเทศทับซ้อนกันราว 26,000 ตารางกิโลเมตร 


พื้นที่ดังกล่าว แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ พื้นที่เหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนือ ประมาณ 10,000 ตารางกิโลเมตร และพื้นที่ใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือ ประมาณ 16,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเชื่อว่า พื้นที่บริเวณนี้ มีก๊าซธรรมชาติและปิโตรเลียมจำนวนมาก 


เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิในพื้นที่เดียวกัน จึงเกิดข้อพิพาทและกระทบต่อสัมปทานสำรวจพลังงาน ทำให้ไม่มีฝ่ายใดสามารถเข้าไปดำเนินกิจกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมได้อย่างเต็มรูปแบบ


MOU 44 จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อเปิดทางให้เจรจา 2 เรื่องควบคู่กัน คือ การปักปันเขตแดนทางทะเลในพื้นที่ส่วนบน และการพัฒนาทรัพยากรปิโตรเลียมร่วมกันในพื้นที่ส่วนล่าง ในรูปแบบเขตพัฒนาร่วม หรือ Joint Development Area (JDA) ซึ่งทั้งสองเรื่องต้องเดินไปพร้อมกัน แยกจากกันไม่ได้ และไม่ถือว่าเป็นการยอมรับการสูญเสียสิทธิทางทะเลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง


แม้ไทยและกัมพูชาจะลงนาม MOU 44 ตั้งแต่ปี 2001 และมีความพยายามเจรจามาอย่างต่อเนื่อง แต่ตลอดเวลา 25 ปีที่ผ่านมา ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปเรื่องการปักปันเขตแดนทางทะเลและการพัฒนาพื้นที่ร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงมีความพยายามยกเลิก MOU ดังกล่าว 


จนกระทั่งกัมพูชาให้สัตยาบันอนุสัญญา UNCLOS กลายเป็นสมาชิกภาคีอย่างสมบูรณ์ และไทยก็ไม่จำเป็นต้องผูกอยู่กับการเจรจาผ่าน MOU 44 อย่างเดียวอีกต่อไป ครม.ภายใต้รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล มีมติให้ยกเลิก MOU 44 เมื่อเดือนพฤษภาคม พร้อมทำหนังสือแจ้งยกเลิกอย่างเป็นทางการไปยังกัมพูชา 


อย่างไรก็ตาม การยกเลิก MOU 44 ไม่ได้หมายความว่า ไทยและกัมพูชาจะยุติการเจรจาปัญหาดินแดนทางทะเล เพราะข้อพิพาทนี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการกำหนดเส้นเขตแดนฝ่ายเดียว แต่จำเป็นต้องอาศัยทั้ง หลักกฎหมายระหว่างประเทศ การเจรจา และการประนีประนอมระหว่างสองฝ่าย ทั้ง 2 ฝ่าย จึงเลือกหันไปเจรจาผ่านกลไก UNCLOS แทน

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง