รีเซต

ดราม่า “ชุดไทย-กัมพูชา” จากศึกวัฒนธรรม สู่เดิมพันธุรกิจแฟชั่น

ดราม่า “ชุดไทย-กัมพูชา” จากศึกวัฒนธรรม สู่เดิมพันธุรกิจแฟชั่น
TNN ช่อง16
25 กันยายน 2569 ( 12:37 )
8

ในเรื่องเครื่องแต่งกายไทย เมื่อภาพประวัติศาสตร์กลายเป็นข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา

เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่การถกเถียงว่าใครเป็นเจ้าของวัฒนธรรม แต่ยังเชื่อมโยงถึง ภาพลักษณ์ประเทศ อุตสาหกรรมส่งออก และมูลค่าทางธุรกิจของแฟชั่น ด้วย

ดราม่า “ชุดไทย” จากภาพประวัติศาสตร์บนเวทีกัมพูชา

ประเด็นดราม่าเกิดขึ้นบนเวที Miss Universe Cambodia 2026 รอบ Preliminary เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2026 หลังมีการนำเสนอภาพเครื่องแต่งกายของกัมพูชา โดยปรากฏภาพ “สตรีสยามแห่งกำแพงเพชร” ซึ่งเป็นภาพถ่ายประวัติศาสตร์ของไทย

ข้อมูลจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติระบุว่า ภาพดังกล่าวแสดงหญิงสาวเมืองกำแพงเพชร นุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อแขนกระบอก ห่มสไบ และไว้ผมทรงดอกกระทุ่ม โดยอยู่ในคอลเลกชันฟิล์มกระจกของไทย

กรณีดังกล่าวนำไปสู่การทักท้วงจากกระทรวงวัฒนธรรมไทย โดยเรียกร้องให้ยุติการเผยแพร่ แก้ไขข้อมูล ระบุแหล่งที่มาให้ถูกต้อง และสงวนสิทธิ์ดำเนินการตามกฎหมาย

ต่อมากองประกวดกัมพูชาออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า การใช้ภาพเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ และเป็นผลจากความผิดพลาดในการตรวจสอบแหล่งที่มา พร้อมยืนยันว่าไม่มีเจตนาสร้างความเข้าใจผิด และจะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบข้อมูลในอนาคต

กรณีนี้สะท้อนว่า ภาพประวัติศาสตร์และเครื่องแต่งกายสามารถเป็นทุนทางวัฒนธรรม ที่ต่อยอดไปสู่แฟชั่น การท่องเที่ยว นิทรรศการ และภาพลักษณ์ของประเทศได้

เมื่อข้อมูลต้นทางคลาดเคลื่อน จึงไม่ได้สร้างเพียงดราม่าบนโลกออนไลน์ แต่ยังอาจกระทบความน่าเชื่อถือขององค์กรและการสื่อสารวัฒนธรรมในระดับนานาชาติ


แฟชั่นไม่ใช่เรื่องเล็ก กัมพูชาส่งออกเสื้อผ้า 11,400 ล้านดอลลาร์

หากมองจากข้อพิพาททางวัฒนธรรมไปยังโครงสร้างเศรษฐกิจ จะพบว่าอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายมีความสำคัญอย่างมากต่อกัมพูชา

ปี 2025 กัมพูชาส่งออก เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายมูลค่า 11,400 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นประมาณ 16.5% จากปีก่อน และหากรวมเสื้อผ้า รองเท้า และสินค้าสำหรับการเดินทาง หรือกลุ่ม GFT มูลค่าการส่งออกเพิ่มเป็นประมาณ 15,500 ล้านดอลลาร์ หรือราวครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกสินค้าของประเทศ

อุตสาหกรรมนี้มีโรงงานและสาขามากกว่า 1,500 แห่ง และจ้างงานมากกว่า 900,000 คน โดยแรงงานส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง จึงถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจกัมพูชา

ตลาดสำคัญประกอบด้วยสหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และประเทศคู่ค้าอื่นๆ ทำให้กัมพูชามีบทบาทในฐานการผลิตของห่วงโซ่อุปทานแฟชั่นโลก แต่ขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงจากกำลังซื้อและนโยบายการค้าของประเทศคู่ค้า

ปี 2026 ส่งออกเสื้อผ้ากัมพูชายังโตต่อ

แรงส่งของอุตสาหกรรมยังต่อเนื่องเข้าสู่ปี 2026 โดยช่วงไตรมาสแรก กัมพูชาส่งออกเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายตามพิกัด HS 61 และ 62 มูลค่า 2,580 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นประมาณ 6% และคิดเป็น 31.85% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งประเทศในช่วงดังกล่าว 

ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นว่า เรื่องเครื่องแต่งกายสำหรับกัมพูชาไม่ได้มีเฉพาะมิติทางวัฒนธรรม แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับ รายได้จากการส่งออก โรงงาน การจ้างงาน และความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

ในอีกด้าน ไทยมีโจทย์ต่างออกไป คือการนำทุนทางวัฒนธรรม งานหัตถกรรม และการออกแบบ มาสร้างสินค้าแฟชั่นที่มีมูลค่าเพิ่ม แทนการแข่งขันด้วยต้นทุนการผลิตเพียงอย่างเดียว


ไทยเดินหน้าเสนอ “ชุดไทย” ขึ้นบัญชี UNESCO

ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องเครื่องแต่งกาย ไทยกำลังเดินหน้าสร้างหลักฐานและองค์ความรู้เกี่ยวกับชุดไทยผ่านกระบวนการของ UNESCO

ข้อมูลบนเว็บไซต์ UNESCO ระบุว่า “Chud Thai: knowledge, craftsmanship and practices of the Thai national costume” เป็นแฟ้มเสนอชื่อของประเทศไทยในรอบปี 2026 เพื่อพิจารณาขึ้นบัญชี Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity และสถานะปัจจุบันยังเป็นการเสนอชื่อที่อยู่ระหว่างกระบวนการ ไม่ใช่รายการที่ได้รับการขึ้นบัญชีแล้ว 

การพิจารณามีกำหนดอยู่ในการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลเพื่อการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ครั้งที่ 21 ในเดือนธันวาคม 2026 

สิ่งที่เสนอไม่ได้มีเพียงตัวเสื้อผ้า แต่ครอบคลุม องค์ความรู้ งานฝีมือ และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับเครื่องแต่งกายประจำชาติไทย 

UNESCO ไม่ได้แปลว่า “ได้กรรมสิทธิ์ชุดไทย”

ประเด็นสำคัญคือ หากชุดไทยได้รับการขึ้นบัญชี UNESCO ก็ไม่ได้หมายความว่าไทยจะได้รับกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวเหนือรูปแบบเครื่องแต่งกาย หรือสามารถใช้การขึ้นบัญชีแทนกฎหมายลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า หรือทรัพย์สินทางปัญญา

คุณค่าหลักของการขึ้นบัญชีมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ อยู่ที่การ สร้างการรับรู้ การสงวนรักษา ถ่ายทอดองค์ความรู้ และเพิ่มการมองเห็นมรดกทางวัฒนธรรมในระดับนานาชาติ

ในเชิงเศรษฐกิจ สิ่งนี้สามารถเปิดโอกาสให้ธุรกิจสิ่งทอ ช่างฝีมือ นักออกแบบ พิพิธภัณฑ์ นิทรรศการ และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมนำเรื่องราวของชุดไทยไปต่อยอด โดยรัฐบาลไทยเองระบุถึงเป้าหมายเชื่อมการเสนอชุดไทยกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ทั้งแฟชั่น หัตถกรรม การท่องเที่ยว และ Soft Power 

ศึกวัฒนธรรม ต้องเปลี่ยน “หลักฐาน” เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ

กรณีชุดนักกีฬาไทย ผ้าดอนกอย และข้อพิพาทเรื่องภาพสตรีกำแพงเพชร สะท้อนโจทย์เดียวกันว่า วัฒนธรรมจะสร้างมูลค่าได้ ต้องมีทั้งหลักฐาน การออกแบบ การสืบทอด และตลาดรองรับ

การมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ชัดเจนช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ แต่ในโลกธุรกิจ หลักฐานเพียงอย่างเดียวไม่สร้างรายได้ หากไม่สามารถเชื่อมไปสู่สินค้า แบรนด์ การท่องเที่ยว นิทรรศการ และช่องทางตลาด

การแข่งขันทางวัฒนธรรมจึงไม่ได้จบที่คำถามว่า “ใครเป็นเจ้าของ” แต่รวมถึงว่าใครสามารถรวบรวมหลักฐาน ถ่ายทอดเรื่องราว และเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมให้กลายเป็น Soft Power และรายได้ที่ยั่งยืน ได้มากกว่ากัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง