ประวัติ มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ กับบทบาททีมบริหารรัฐบาลประชาชน

ประวัติและเส้นทางวิชาการ
มุนินทร์ พงศาปาน เป็นนักกฎหมายและนักวิชาการด้านกฎหมายมหาชนและกฎหมายเปรียบเทียบ ปัจจุบันอายุ 46 ปี เติบโตและทำงานวิชาการท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสำคัญของการเมืองและระบบกฎหมายไทย ตั้งแต่ยุคก่อนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 จนถึงบริบทการเมืองร่วมสมัย
เขาสำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิตจาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี 2541 ก่อนเริ่มต้นเส้นทางอาชีพในฐานะทนายความกับสำนักงานกฎหมายของสหราชอาณาจักรช่วงระยะเวลาสั้น ๆ และเข้าสู่วงการวิชาการในฐานะอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2546
ในช่วงแรกของการสอนกฎหมาย มุนินทร์สะท้อนว่า ปัญหาทางกฎหมายที่ถูกนำมาศึกษาในห้องเรียนยังเป็นเรื่องการตีความกฎหมายทั่วไป ซึ่งกระบวนการยุติธรรมไทยในขณะนั้นยังสามารถรับมือได้ภายใต้กรอบปกติ
จุดเปลี่ยนหลังรัฐประหารและการมองการเมือง-กฎหมาย
สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนหลังรัฐประหารปี 2549 เมื่อการเมืองไทยหันไปพึ่งพาอำนาจพิเศษและกลไกทางกฎหมายที่ผิดแผกจากหลักนิติธรรม ส่งผลให้โครงสร้างรัฐธรรมนูญและระบบกฎหมายถูกปรับเปลี่ยนจนบิดเบี้ยว และทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นภายหลังรัฐประหารปี 2557 และการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2560
ประสบการณ์การศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอกในสหราชอาณาจักร ด้านกฎหมายเปรียบเทียบและประวัติศาสตร์กฎหมาย โดยเฉพาะงานวิจัยเกี่ยวกับการรับกฎหมายต่างประเทศ ทำให้เขาตกผลึกว่า “การเมืองที่ดีและกฎหมายที่ดีไม่อาจแยกออกจากกันได้” และทั้งสองต้องตั้งอยู่บนเจตจำนงของประชาชน
บทบาทผู้บริหารคณะนิติศาสตร์
มุนินทร์กลับประเทศไทยในปี 2556 และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาหลักสูตรนิติศาสตร์บัณฑิตภาคภาษาอังกฤษ ก่อนก้าวขึ้นเป็นรองคณบดี และได้รับแต่งตั้งเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี 2562
ไม่นานหลังรับตำแหน่ง เขาได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสอบข้อเท็จจริงในคดีอื้อฉาวระดับประเทศ ซึ่งทำให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างของกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างใกล้ชิด ช่วงเวลาเดียวกัน ประเทศไทยเผชิญทั้งวิกฤตโควิด-19 และการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยของคนรุ่นใหม่ ซึ่งตอกย้ำมุมมองของเขาว่า หากระบบการเมืองและกฎหมายเข้มแข็งกว่านี้ ความสูญเสียของสังคมอาจน้อยลง
ก้าวสู่บทบาททีมบริหารรัฐบาลประชาชน
การตัดสินใจเข้าร่วม พรรคประชาชน ในฐานะทีมบริหารด้านการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เกิดจากเหตุผลสำคัญสามประการ ได้แก่ ความสอดคล้องของนโยบายกับหลักการที่เขายึดถือ ความศรัทธาในอุดมการณ์ประชาธิปไตยและนิติธรรมของพรรค และความปรารถนาที่จะเห็นสังคมไทยที่ดีกว่าสำหรับคนรุ่นถัดไป
เขามองว่าการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเป็นภารกิจที่ยากที่สุดด้านหนึ่งของรัฐบาล เนื่องจากองค์กรในกระบวนการยุติธรรมมีความเป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญ แต่ฝ่ายบริหารยังสามารถทำงานเชิงรุก ประสานกับฝ่ายนิติบัญญัติ และส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้
อดมการณ์และความหวัง
มุนินทร์ พงศาปาน ไม่ได้เรียกร้องระบบการเมืองหรือกฎหมายที่ “พิเศษพิสดาร” หากแต่ต้องการการเมืองแบบปกติภายใต้ประชาธิปไตย และกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงความยุติธรรมได้โดยไม่ต้องพึ่งพาอิทธิพลหรือเงินทอง
เขาประกาศความพร้อมที่จะก้าวออกจากห้องเรียน เพื่อนำความรู้ทางกฎหมายมาร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ให้หลักการประชาธิปไตยและนิติธรรมที่เคยเป็นเพียง “ความเพ้อฝัน” กลายเป็นความจริงในสังคมไทย
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
