รีเซต

ห่วงรีดโรงกลั่นทำพัง มีแววขาดทุน Q2-Q3

ห่วงรีดโรงกลั่นทำพัง มีแววขาดทุน Q2-Q3
ทันหุ้น
27 มีนาคม 2569 ( 03:00 )
3

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ราคาน้ำมันแพงที่เกิดขึ้นจากสงคราม “โรงกลั่นน้ำมัน” มักเป็นตัวละครหลักที่ถูกหยิบยกตัวเลข “ค่าการกลั่น” (GRM) ขึ้นมา ในช่วงราคาน้ำมันแพง เพื่อขอเก็บ “ภาษีลาภลอย” ล่าสุดนายกรณ์ จาติกวนิช ได้โพสต์แนะรัฐบาลเก็บภาษีลาภลอยโรงกลั่น 3 บาทต่อลิตร อ้างถึงค่าการกลั่นที่แสดงในหน้าเว็บไซต์สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ปัจจุบันมีค่าการกลั่นอยู่ที่ 6 บาท เพื่อนำมาอุดหนุนราคาน้ำมันขายปลีก

ดร.คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการ สถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย (PTIT) เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า การนำตัวเลข สนพ. เพียงอย่างเดียวมาสรุปว่าโรงกลั่นมีกำไรเกินควรนั้น ไม่ถูกต้องและไม่ยุติธรรม เนื่องจากค่าการกลั่นที่ สนพ. รายงานไม่สะท้อนความเป็นจริงของตลาด เป็นการใช้ตัวเลขย้อนหลังในการคำนวณโดยนำสัดส่วนการผลิตจริงจากกรมธุรกิจพลังงาน ย้อนหลังไป 2 เดือน มาเป็นฐานดังนั้นการดูตัวเลขนี้เพียงอย่างเดียวอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้

ซึ่งล่าสุดในความเป็นจริงราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์เบนซินต่ำกว่าต้นทุนน้ำมันดิบดูไบด้วยซ้ำ ดังนั้นเราจึงเห็นค่าการกลั่นในตลาดโลกปัจจุบันที่ต่ำลงรวดเร็ว

นอกจากนี้ต้องเข้าใจว่าค่าการกลั่นเป็นเพียงส่วนต่างระหว่างราคาผลิตภัณฑ์กับต้นทุนน้ำมันดิบเท่านั้น ไม่ใช่กำไรสุทธิ ซึ่งทางโรงกลั่นมีค่าใช้จ่าย มหาศาลที่ไม่ได้ถูกนำมาคำนวณใน GRM ได้แก่ ค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มของน้ำมันดิบ เช่น Crude Premium  ค่าขนส่งทางเรือและค่าประกันภัย ซึ่งในสภาวะสงครามหรือความไม่สงบระดับโลก ค่าใช้จ่ายทั้งหมดนี้ได้พุ่งสูงขึ้นมาก  รวมถึงค่าใช้จ่ายในการเปิดคลัง 24 ชม. การขนส่งที่เพิ่มขึ้น การบังคับให้โรงกลั่นลดราคาจนไม่สามารถครอบคลุมต้นทุนเหล่านี้ได้ จึงเท่ากับเป็นการผลักภาระให้ธุรกิจเผชิญภาวะขาดทุน  

หากประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่บังคับใช้กฎหมายภาษีลาภลอยกับโรงกลั่น จะเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดต่อนักลงทุนสถาบันและต่างชาติว่าไทย "ไม่เป็นมิตรต่อการลงทุน" และมีการเปลี่ยนกติกาทางธุรกิจกลางคัน, ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่นซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในดัชนี SET50 ทำให้มูลค่าหุ้นลดลงอย่างรุนแรง ผลกระทบจะขยายวงกว้างไปยังกองทุนรวมระยะยาว กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนประกันสังคมที่ถือหุ้นเหล่านี้อยู่ ทำให้รายได้ของผู้รับบำนาญและนักลงทุนรายย่อยลดลงตามไปด้วย นักลงทุนต่างชาติอาจตัดสินใจเทขายหุ้นไทยเพื่อไปลงทุนในประเทศอื่นที่กติกามีความชัดเจนมากกว่า

ดร.คุรุจิต ระบุว่า การพิจารณากำไรต้องยึดตามรอบบัญชีสากลคือ 1 ปี ไม่ใช่ดูเพียง 2-3 สัปดาห์ หรือรายไตรมาส เพราะธุรกิจมีความผันผวนสูง เช่นในปี 2565 ที่ช่วงแรกกำไรดีจากวิกฤติรัสเซีย-ยูเครน แต่ในช่วงไตรมาส 3 และ 4 เมื่อราคาตก โรงกลั่นก็ต้องเผชิญกับการขาดทุนสต๊อก (Stock Loss) หากรัฐจะเก็บภาษีเฉพาะช่วงที่กำไร แต่ช่วงขาดทุนไม่คืนให้ ย่อมไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการ

ในแง่ของกฎหมาย การจะเก็บภาษีดังกล่าวต้องมีฐานอำนาจรองรับที่ชัดเจน เช่น การออกเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การออกมาพูดลอยๆ เพื่อกดดันให้โรงกลั่นจ่ายเงินโดยไม่มีกฎหมายรองรับ อาจทำให้ผู้บริหารและกรรมการบริษัทถูกผู้ถือหุ้นฟ้องร้องได้ เนื่องจากโรงกลั่นส่วนใหญ่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

ทั้งนี้แม้ราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้นมาแล้ว แต่ปัจจุบันก็ยังต่ำกว่าเพื่อนบ้าน ดีเซล ไทยยังต่ำกว่ามาเลาซียที่ 45 บาท ดังนั้นการพยายามตรึงราคาในประเทศให้ต่ำกว่าเพื่อนบ้าน เช่น สปป.ลาว หรือเมียนมา ที่ราคาสูงถึง 59-68 บาทต่อลิตร จะยิ่งจูงใจให้เกิดการลักลอบนำน้ำมันออกไปขายชายแดน และส่งผลให้เกิดการกักตุนน้ำมันจนขาดแคลนในที่สุด ดังนั้นรัฐบาลควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกราคาตลาด และไม่ควรใช้วิธีการที่ไม่เป็นสากลมาบังคับใช้ เพราะจะสร้างความเสียหายต่อประเทศในระยะยาว

ด้านผู้เชี่ยวชาญวงการพลังงานประเมินภาพสถานการณ์ของพลังงานว่า ธุรกิจโรงกลั่นมีสิทธิ์กำไรไตรมาสหนึ่งจากการที่น้ำมันดิบปรับสูงขึ้นจาก 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็น 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ไตรมาส 2-3 จะขาดทุนเพราะว่าเวลาน้ำมันดิบสูงแบบนี้ โรงกลั่นต้องจ่ายค่าเรือค่าพรีเมียมสูง ขณะเดียวกันเรือใช้เวลาวิ่งนานขึ้นเช่นจากอเมริกาเป็นสองเดือน ค่าการกลั่นของโรงกลั่นในภูมิภาคเริ่มติดลบ ดังนั้นการซื้อน้ำมันดิบที่ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถึงวันนั้นอาจจะเหลือ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก็จะขาดทุนมาก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง