STGT ยอดทะลุกลางปี 65 STA ทางสะดวกทุบสถิติ

STGT ยอดทะลุกลางปี 65  STA ทางสะดวกทุบสถิติ
ทันหุ้น
6 ตุลาคม 2563 ( 07:30 )
146
STGT ยอดทะลุกลางปี 65  STA ทางสะดวกทุบสถิติ

ทันหุ้น-สู้โควิด- STA ผลงานเตรียมทุบสถิติตลอดกาล รับ STGT เด่นอย่างแรง ออเดอร์ถุงมือยางยาวถึงกลางปี2565แล้ว ขณะที่ราคายังทะยานไม่หยุด ไตรมาส 3 ราคาโดด 70% เปิดกลยุทธ์ขายสินค้าให้กลุ่มใช้งานจริงมีศักยภาพซื้อซ้ำ ชี้ปมราคาติดลมบนเหตุเบอร์1โลกขึ้นราคาต่อเนื่อง ฟากโบรกส่องกำไร STA ครึ่งปีหลังเพิ่มขึ้น 2 เท่า เคาะราคาเป้าหมายที่ 45.50 บาท ลุ้นแม่กระชากเหมือนลูก

 

นายวีรสิทธิ สินเจริญกุล กรรมการบริหารบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA เปิดเผยว่า ผลงานของบริษัทในปีนี้มีโอกาสโดดเด่นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากธุรกิจถุงมือยางภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT ซึ่ง STA ถือหุ้นอยู่ 56% โดยปัจจุบันถุงมือยางกำลังเป็นที่ต้องการและสามารถปรับราคาขายขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง

 

ปัจจุบัน STGT มีออเดอร์ล่วงหน้าไปจนถึงกลางปี 2565 แล้ว กำลังการผลิตเต็มต่อเนื่อง และยังมีลูกค้าติดต่อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกลยุทธ์ในการคัดเลือกลูกค้าของบริษัทขณะนี้ สามารถเน้นไปที่พันธมิตรและสามารถสั่งซื้อระยะยาวกับบริษัทได้ โดยล่าสุดมีเป็นแบรนด์ขนาดใหญ่ เช่น ร้านอเมซอน ร้านยูนิโคล่ กลุ่มห้างสรรพสินค้าในยุโรป กลุ่มโรงแรม ซึ่งมีศักยภาพในการซื้อซ้ำ อย่างไรก็ดี กลุ่มโรงพยาบาลยังเป็นกลุ่มใหญ่ของบริษัทอยู่ในสัดส่วนราว 80%

 

“ตอนนี้มีความต้องการมากจริงๆ ออเดอร์ถึงวันนี้ไปถึงกลางปี 2565 แล้ว โดยบริษัทจะล็อกออเดอร์เท่านั้น แต่ยังไม่ล็อคราคา ซึ่งราคาขายจะเป็นไปตามตลาดที่เบอร์ 1 ของโลกได้ประกาศ ที่ผ่านมาก็ได้มีการใช้กลยุทธ์ในการขายเน้นกลุ่มที่มีศักยภาพในการซื้อซ้ำ ไม่ใช่แค่เทรดเดอร์ที่จะซื้อครั้งเดียวจบ เพราะจากนี้ต่อไปทุกอย่างจะคุ้นชินกับการใช้ถุงมือยาง นอกจากนี้ก็ยังมีตลาดอินเดีย อเมริกาใต้ที่มีศักยภาพมาก และเป็นนิวนอลมอล”

 

ส่วนราคาขายถุงมือยางก็มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน จากการที่ผู้ผลิตถุงมือยางเบอร์ 1 ของโลกได้ประกาศเพิ่มราคาเดือนละ 15% ส่งผลให้ราคาถุงมือที่ปกติอยู่ในระดับชิ้นละ 0.60 บาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกิน 1 บาทแล้ว โดยเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ส่งผลให้ช่วงไตรมาส 3 บริษัทมีราคาขายถุงมือยางปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าไตรมาส 2 ถึง 70% และคาดว่าช่วงไตรมาส 4/2563 นี้จะปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 12%ต่อเนื่องจากไตรมาส 3/2563 ส่วนปีหน้าคาดว่าจะมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นราวเดือนละ 5%

 

 

นายวีรสิทธิ ประเมินสถานการณ์ราคาถุงมือยางว่า มีแนวโน้มยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก ผู้ผลิตถุงมือยางเบอร์ 1 ของโลกที่มีอิทธิพลด้านราคา ได้กลับทิศจากเดิมเป็นผู้ดัมพ์ราคา แต่ปัจจุบันปรับเพิ่มราคาขาย ทำให้รายอื่นต้องขายราคาสูงตามไปด้วย และกว่ากำลังการผลิตใหม่ที่จะออกมานั้น จะต้องใช้เวลาสร้างเครื่องจักรถึง 2 ปี ส่วนผู้ที่จะเข้ามาใหม่ก็ยาก เพราะจะต้องต่อคิวในการสร้างเครื่องจักรจากผู้เล่นรายใหญ่ซึ่งกลุ่มมาเลเซียมีความถนัดด้านนี้ ส่วนสร้างเครื่องจักรของ STGT บริษัทสามารถสร้างเองได้ ส่วนกรณีจีนจะเพิ่มกำลังการผลิตนั้นก็ยังจะตรวจสอบด้านการฐานของอาหารและยา เพราะปัจจุบันถุงมือยางของจีนนั้นเป็นถุงมือยางไวนิลส่วนใหญ่ซึ่งไม่สามารถใช้ในการแพทย์ได้ จากการประเมินความต้องการที่จะเป็นปกติ เชื่อว่าระยะยาวราคาถุงมือยางจะไม่ต่ำกว่า 0.90 บาทต่อชิ้น

 

ทั้งนี้บริษัทเดินหน้าในการขยายกำลังการผลิตต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถแข่งขันได้กับคู่แข่งรายใหญ่ของโลกได้ โดยปัจจุบันกำลังการผลิตของบริษัทอยู่ที่ 3.3 หมื่นล้านชิ้นต่อปี คาดว่าปีหน้าจะเพิ่มเป็น 3.7 หมื่นล้านชิ้นต่อปี และจะเพิ่มเป็น 5 หมื่นล้านชิ้นปี 2567 เป็น 7 หมื่นชิ้นต่อปีใน 2571 และประมาณ 1 แสนล้านชิ้นต่อปีในปี 2575 ซึ่งการขยายกำลังการผลิตเป็นไปตามดีมานด์ที่เพิ่ม และจะช่วยประหยัดต้นทุนต่อขนาด ขณะเดียวกันบริษัทยังมีจุดเด่นด้านต้นทุนวัตถุดิบน้ำยางข้นด้วยซึ่งบริษัทในมาเลเซียก็มีการซื้อน้ำยางที่ไทยด้วย

 

@ยอดขายยางโดดเด่น

 

สำหรับแนวโน้มธุรกิจขณะนี้เติบโตดีต่อเนื่องจากยางธรรมชาติ(Natural Rubber: NR) มียอดขายฟื้นตัวขึ้น จากความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากธุรกิจยางล้อรถยนต์ในจีน เพราะปัจจุบันก็มีความต้องการใช้งานรถยนต์เพิ่มขึ้นจากผู้บริโภคที่ไม่ต้องการใช้รถยนต์สาธารณะหันมาใช้งานรถยนต์ส่วนตัว รวมไปถึงยังซัพพลายสินค้าให้แก่บริษัทในเครือเพื่อผลิตถุงมือยาง

 

อย่างไรก็ดีผลประกอบการของกลุ่ม STA ยังมีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริษัทลูกอย่าง STGT ที่สร้างผลกำไรที่ดีในปี รวมไปถึงต้นทุนการทำธุรกิจที่ถูกว่าคู่แข่งทุกรายในประเทศไทย และสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนต่ที่เพียง 0.6 เท่า ทำให้บริษัทมีศัยภาพในการทำธุรกิจ และมีศักยภาพในการจ่ายปันผลที่ดีต่อเนื่อง

โดยนโยบายการจ่ายปันผลของบริษัทจะอยู่ที่ 30% แต่ปกติแล้วจะมีการจ่ายปันผลที่ 50% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานส่วน STGT ก็มีนโยบายการจ่ายปันผลที่ 30%ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 3/2563 คาดว่าจะประกาศวันที่ 13 พฤศจิกายน 2563

 

@STAราคายังlaggard

 

ด้านบริษัท หลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุถึง STA แนวโน้มกำไรสดใสในช่วง ครึ่งปีหลังปี 2563 โดยได้รับแรงหนุนจากราคาขายเฉลี่ยของธุรกิจถุงมือยางที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ปริมาณการขายภายใต้สัญญาระยะยาวที่มีราคาขายเฉลี่ยที่ตํ่าส่วนใหญ่ได้รับรู้ใน ไตรมาส 2/2563 แล้ว คิดว่ากำไรสุทธิในช่วงครึ่งปีหลังปี 2563 จะเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจากกำไรในช่วงครึ่งปีแรก 2563 และยังคงทำจุดสูงสุดใหม่ในไตรมาส 3/2563 และทำจุดสูงสุดสำหรับปีในไตรมาส 4/2563 ทั้งนี้ปรับการคาดการณ์กำไรสุทธิสำหรับปี 2563-2566 ขึ้น 8-33% จากราคาขายเฉลี่ยถุงมือยางที่เพิ่มขึ้น และกำลังการผลิตถุงมือยางที่สูง คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมายที่ 45.50 บาท

 

นายธีรวุฒิ กานต์นิภากุล (ซ้าย) ผู้อำนวยการ Equity Derivative บริษัทหลักทรัพย์ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ราคาหุ้น STA ยังคง laggard จาก STGT ค่อนข้างมากและมีโอกาสแบรกไฮที่ 32.75 บาท ตาม STGT จึงแนะนำให้ซื้อ STA แนวรับ 27.25-28.25 บาท เพื่อลุ้นโอกาสเบรก 32.75 บาท โดยมีจุดสต็อปลอสที่ 27.00 บาท ทั้งนี้ราคา STA เคยขึ้นไปสูงสุดตลอดกาล 39.74 บาท เมื่อ 12 ม.ค. 2554 ซึ่งขณะนั้นบริษัทมีผลประกอบการในปี 2553 ที่ระดับ 3.8 พันล้านบาท ขณะที่ครึ่งปีแรก 2563 บริษัทมีกำไรแล้ว 1,947 ล้านบาท

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง