รีเซต

สภาพัฒน์ - ดีเอสไอ ลงตรวจ “จ็อบเบอร์น้ำมัน” 7 จังหวัด พบกักตุนจริงหรือ?

สภาพัฒน์ - ดีเอสไอ ลงตรวจ  “จ็อบเบอร์น้ำมัน” 7 จังหวัด  พบกักตุนจริงหรือ?
TNN ช่อง16
27 มีนาคม 2569 ( 15:36 )
13

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์)  แถลงการบริหารสถานการณ์น้ำมันและการนำเข้า-ส่งออกน้ำมันว่า การลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันเมื่อวานนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พลังงานจังหวัด และพาณิชย์จังหวัด ตรวจสอบ 7 จังหวัด 22 จุด คือ ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา อุดรธานี ลำปาง พิษณุโลก ชุมพร และสงขลา ผลการตรวจสอบจ็อบเบอร์ 2 ประเภท คือ 1.จ็อบเบอร์ที่ไม่มีคลังน้ำมันของตัวเอง เป็นลักษณะซื้อมา-ขายไป พบว่ามีข้อมูลชัดเจนว่าผู้ซื้อมารับน้ำมันจากคลังเอง ไม่พบความผิดปกติ และ 2.จ็อบเบอร์ที่ที่มีคลังน้ำมัน พบว่าเหลือน้ำมันที่อยู่ในคลังเฉลี่ยกว่าหมื่นลิตร และอยู่ระหว่างรอขาย ซึ่งจากการตรวจสอบก็ไม่พบความผิดปกติเช่นกัน


ส่วนการตรวจสอบคลังน้ำมันผู้ค้ามาตรา 7 ที่เป็นคลังขนาดใหญ่ที่ จ.สงขลา 2 แห่ง คือ บริษัท พีทีที โออาร์ และบริษัท เชลล์ เหลือน้ำมันติดคลังไม่ถึง 50% คิดเป็นปริมาณไม่ถึง 10 ล้านลิตร จากความจุคลัง 25-28 ล้านลิตร จากการตรวจสอบทั้งสองคลังมีการซื้อขาย จัดส่งน้ำมันออกไปถูกต้อง ไม่มีข้อมูลผิดปกติ และการส่งน้ำมันตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. มีปริมาณส่งออกน้ำมันจากคลังเพิ่มขึ้นสูงมาก ซึ่งคลังน้ำมันทั้งสองแห่งมีการบริหารจัดการ สามารถเปิดคลังมารับน้ำมันได้ตลอด 7 วัน ยังไม่พบข้อมูลผิดปกติ และทุกคลังที่ลงไปตรวจทั้งคลังจ็อบเบอร์ คลังม.7 มีการติดราคาเรียบร้อย


สำหรับสถานการณ์สถานีบริการน้ำมัน จากการตรวจสอบข้อมูลเมื่อคืนนี้ (26 มี.ค.) ทางหอการค้าสำรวจสถานีน้ำมัน 550 แห่ง พบว่า สถานีที่ไม่มีน้ำมันให้บริการลดลงจาก 450 เหลือ 390 แห่ง


ส่วนปริมาณน้ำมันเข้าสู่ประเทศไทยในปัจจุบันมีน้ำมันดิบเข้าคลังแล้ว 4,231 ล้านลิตร ถือว่าเพียงพอต่อการกลั่นรองรับความต้องการของประชาชนได้ จนถึงสิ้นเดือนนี้จะมีน้ำมันเข้ามาต่อเนื่อง 4 ล้านบาร์เรล และเดือน เม.ย.จะมีอีก 24 ล้านบาร์เรล ส่วนเดือน พ.ค. ผู้ค้ารายใหญ่อย่าง ปตท.ได้ทำสัญญาจะส่งมอบอีก 8 ล้านบาร์เรล และยืนยันว่ายังคงมีการจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เพียงพอใช้ในประเทศ


นายดนุชา เปิดเผยอีกว่า ไทยมีการส่งออกน้ำมันในช่วงที่ 1-25 มี.ค.เพียง 2 ประเทศ คือ ลาว 4.6 ล้านลิตรต่อวัน และเมียนมา 2.2 แสนลิตร โดยนายกรัฐมนตรีมีแนวคิดให้เก็บน้ำมันที่กลั่นได้เองไว้ใช้ในประเทศ จึงมอบหมายให้สภาพัฒน์ และหน่วยงานที่เกี่ยวไปพิจารณานำน้ำมันสำเร็จรูปที่นำเข้าจากต่างประเทศส่งไปให้ลาวแทน น่าจะช่วยในเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานได้อย่างน้อยเฉลี่ย 5 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งเรื่องนี้อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียด


ด้านกรมธุรกิจพลังงาน แจงยอดผลิต-จำหน่าย-ส่งออกน้ำมันดีเซลและเบนซิน พร้อมออกประกาศกฎกระทรวงกำหนดมาตรการและเงื่อนไขผู้ค้าน้ำมันให้ระบุชัดเจน แสดงราคา ปริมาณสต๊อกโรงกลั่น-คลังน้ำมันทุกแห่งแบบรายวัน


นายวุฒิทัต ตันติเวสส รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน รายงานปริมาณการผลิตและปริมาณการจำหน่ายน้ำมันดีเซลเฉลี่ยช่วงวันที่ 1- 24 มี.ค.69 ปริมาณการผลิต 81.51 ล้านลิตรต่อวัน ปริมาณจำหน่าย 81.63 ลิตรต่อวัน ปริมาณการส่งออก 4.55 ล้านลิตรต่อวัน ภาพรวมจำหน่ายและส่งออกรวมกันอยู่ที่ 86.18 ล้านลิตรต่อวัน ส่วนเบนซินมีปริมาณการผลิต 37.12 ล้านลิตรต่อวัน ปริมาณการจำหน่าย 35.10 ลิตรต่อวัน ไม่ได้มีการส่งออก ซึ่งภาพรวมการจำหน่ายและส่งออกอยู่ที่ 35.10 ลิตรต่อวัน


ขณะที่ภาพรวมสถานการณ์น้ำมันดีเซลและเบนซิน ทางกรมธุรกิจพลังงานได้แจ้งให้กับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ให้ส่งข้อมูลการรับ-จ่ายน้ำมันของคลังน้ำมันเพิ่มเติมตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 ซึ่งประเทศไทยมีคลังน้ำมันเพื่อการจำหน่ายอยู่จำนวนทั้งหมด 92 แห่ง ซึ่งเป็นคลังเก็บสำรองน้ำมันตามกฎหมาย 53 แห่ง นอกจากนั้น ยังมีคลังของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ที่ไม่ได้แจกแจงว่าเก็บน้ำมันสำรอง บวกกับคลังน้ำมันสำรองของผู้ค้าตามมาตรา 10 อีก 39 แห่ง


กรมได้จัดทำแบบฟอร์มรายงานเพิ่มเติมให้ทุกคลัง ระบุสถานที่จัดส่งปลายทาง หมายเลขทะเบียนรถขนส่ง เพื่อรวบรวมข้อมูลนำส่งให้กับหน่วยงานอื่นๆ กระทรวงยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ใช้ในการตรวจสอบต่อไป


นอกจากนี้กระทรวงพลังงานยังได้ออกประกาศกำหนดมาตรการและเงื่อนไขผู้ค้าน้ำมัน อันเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงานได้ลงนามและประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวานนี้ สาระสำคัญคือผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 จะต้องแสดงราคาและสต๊อกของโรงกลั่นและคลังน้ำมันทุกแห่ง รวมถึงต้องปิดป้ายแสดงราคา และปริมาณน้ำมันคงเหลือรายวันอย่างชัดเจน และต้องรายงานข้อมูลตรงต่อภาครัฐทุกวัน ทั้งราคาขายและสต๊อกคงเหลือภายใน 18.00 น. ของทุกวัน


ทั้งนี้ ผู้ค้าน้ำมันจะต้องขายน้ำมันตามราคาที่แสดงไว้หน้าโรงกลั่นหรือคลัง และต้องไม่สูงกว่าราคาที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ประกาศไว้บนเว็บไซต์ หรือไม่เกินราคาหน้าปั๊ม ซึ่งราคาแนะนำจะเป็นพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล แต่ในภูมิภาคก็จะขึ้นอยู่กับการขนส่งตามที่ตารางที่ สนพ.เคยประกาศไว้


และอีกส่วน คือ ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ที่เป็นโรงกลั่น จะต้องรายงานต้นทุนการกลั่นทุกวันศุกร์ภายใน 12.00 น. และผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ต้องรายงานข้อมูลการขนส่งน้ำมันงทุกครั้งที่ออกจากคลัง ผ่านระบบ fuel DM


ทั้งนี้ นายวุฒิทัต กล่าวว่า การพัฒนาแอปพลิเคชั่นการจำหน่าย และขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง fuel Now ซึ่งจะแสดง fuel status ให้สำนักงานพลังงานจังหวัดและเจ้าของปั๊มได้กรอกข้อมูลพิกัดและสถานะของสถานีบริการว่ามีน้ำมันจำหน่ายปกติ หรือขาดเป็นบางชนิด ซึ่งปัจจุบันได้ให้ทางผู้ค้าให้ความร่วมมือนำข้อมูลเข้ามาอย่างรวดเร็ว เพื่อความสมบูรณ์ของแอพพลิเคชั่น และทางสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล หรือ DGA ได้มีการประสานที่จะนำเข้าไปอยู่ในแอปพลิเคชั่นทางรัฐด้วย


ขณะที่ระบบการตรวจสอบการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ fluel DM ทุกครั้งที่มีการขนส่งจะต้องมีการกรอกข้อมูลในระบบนี้ ว่า จะเป็นการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทอะไรปริมาณเท่าใด จากคลังไหนไปยังคลังไหน พร้อมแสดงใบกำกับการขนส่งเข้าสู่ระบบ โดยมีการขอข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ 1ก.พ.69 เป็นต้นมา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง