บ้านพักคนชราไม่เพียงพอ “บางแค” รอคิว 15 ปี

รายงานภาวะสังคมไตรมาส 1 ปี 2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้เผยแพร่บทความพิเศษเรื่อง “บ้านพักผู้สูงวัย : ความท้าทายของบั้นปลายชีวิต” โดยระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรอย่าง รวดเร็ว โดยเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้วตั้งแต่ปี 2567 และจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) หรือมีสัดส่วนประชากรสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป มากกว่าร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมดภายในปี 2576 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้ประเด็นการดูแลผู้สูงอายุกลายเป็นโจทย์สำคัญของประเทศ ไม่เพียงด้านสุขภาพ หรือรายได้เท่านั้น แต่รวมถึงที่อยู่อาศัยด้วย
ปัจจุบัน ภาครัฐได้มุ่งขยายการดูแลผู้สูงอายุภายใต้แนวคิด “การสูงวัยในถิ่นที่อยู่ (Aging in Place)” ซึ่งเน้นให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตอยู่ในบ้านหรือชุมชนเดิม ได้อย่างต่อเนื่อง ผ่านนโยบายต่าง ๆ อาทิ การปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมและปลอดภัย การพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง รวมทั้งการจัดตั้ง โรงเรียน ผู้สูงอายุเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางสังคมและลดความโดดเดี่ยว อย่างไรก็ดี การย้ายถิ่นของวัยแรงงานเข้าสู่เมืองเศรษฐกิจและขนาดครัวเรือนที่เล็กลงกำลัง ลดทอนศักยภาพของครอบครัวในการดูแลผู้สูงอายุ ส่งผลให้ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อย ต้องอาศัยอยู่ตามลำพัง และทำให้ “การสูงวัยในถิ่นที่อยู่” โดยลำพังอาจไม่ตอบโจทย์ ความต้องการได้ในทุกกรณี
ทั้งนี้ ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่อาศัยอยู่กับครอบครัว แต่สัดส่วนผู้สูงอายุ ที่อาศัยอยู่เพียงลำพังกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 สัดส่วนผู้สูงอายุอาศัยลำพังอยู่ที่ร้อยละ 12.9 เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปี 2545 หรือที่มีสัดส่วนร้อยละ 6.3
ขณะที่ การสำรวจโครงการ “ความคาดหวัง การวางแผน และการเตรียมตัวของประชากรวัยทำงานต่างรุ่นอายุและรูปแบบการอยู่อาศัยต่อชีวิตในวัยสูงอายุ” ของสถาบันวิจัยประชากรและสังคมมหาวิทยาลัยมหิดล ยังพบว่า ประชากรในทุกช่วงอายุส่วนใหญ่ต้องการอาศัยอยู่ในบ้านเดิมในยามเกษียณ (ร้อยละ 56.1) และร้อยละ 5.7 สนใจเข้าพักในที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุแบบครบวงจร (Senior Complex) หรือชุมชนที่สร้างขึ้นสำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ มีเพียงร้อยละ 1.0 คาดว่าจะอาศัยอยู่ในสถานสงเคราะห์ผู้สูงอายุ
ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจร้อยละ 22.0 คาดว่าจะอาศัยอยู่เพียงลำพังเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ และแม้ Gen Y และ Z ส่วนใหญ่ยังต้องการอยู่อาศัยร่วมกับครอบครัว แต่มีแนวโน้มไม่มีบุตร ส่งผลให้ความต้องการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุที่มีบริการดูแลครบวงจร หรือสถานสงเคราะห์ที่มีค่าใช้จ่ายเหมาะสมอยู่ในระดับสูงกว่า Gen X
นอกจากนี้ ผลการสำรวจโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุทั่วประเทศ ปี 2568 ของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พบว่า มีสถานประกอบการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุที่ยังดำเนินการอยู่รวมทั้งสิ้น 1,040 แห่ง แบ่งออกเป็น
(1) สถานบริบาล (Nursing Home) ซึ่งให้บริการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงจำนวน 944 โครงการ รองรับผู้ใช้บริการได้ประมาณ 1.7 หมื่นคน และ (2) โครงการที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุ (Residential) ซึ่งโดยทั่วไปเรียกว่า “บ้านพักคนชรา” สำหรับผู้สูงอายุที่ยังสามารถช่วยเหลือตนเองได้ โดยเน้นการออกแบบที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุ (Universal Design) ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้ชีวิตร่วมกันในชุมชนและการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม จำนวน 96 โครงการ รองรับได้เกือบ 1.6 หมื่นคน ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากจากปี 2566 ที่มี 19 โครงการ และรองรับได้เพียง 1.3 พันคน โดยมีอัตราการเข้าพักสูงถึงร้อยละ 87.8
อย่างไรก็ตาม หลายโครงการมุ่งให้บริการแก่ผู้สูงอายุที่มีกำลังซื้อสูง ส่งผลให้ผู้สูงอายุที่มีข้อจำกัดทางการเงิน มีโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมได้อย่างจำกัด สะท้อนผ่านกรณีศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค ในปี 2569 ที่มีผู้สูงอายุรอคิวเข้าพักมากกว่า 6,000 คน แต่รองรับได้เพียง 250 คน ทำให้บางคนต้องรอคิวนานกว่า 15 ปี
แม้ว่าโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุจะเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญในการรองรับการเข้าสู่สังคมสูงวัย ระดับสุดยอดของประเทศ แต่ยังคงมีข้อจำกัด 2 ประเด็นหลัก ดังนี้
1. ข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ โครงการที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุในประเทศไทยยังคงกระจุกตัวอยู่ในหัวเมืองใหญ่ และอาจยังไม่สอดคล้องกับความต้องการเชิงพื้นที่ ข้อมูลจากการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 พบว่า ผู้สูงอายุที่ไม่ได้ทำงานมีสัดส่วนเฉลี่ยร้อยละ 56.9 ของผู้สูงอายุทั้งหมด สะท้อนว่าผู้สูงอายุจำนวนมากได้ออกจากกำลังแรงงาน และอาจต้องการที่อยู่อาศัยที่รองรับวิถีชีวิตในวัยสูงอายุเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ขาดระบบสนับสนุนจากครอบครัวและชุมชน
เมื่อพิจารณาในระดับพื้นที่พบว่า จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุไม่ได้ทำงานสูงสุดส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เมืองและศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ เช่น นนทบุรี (ร้อยละ 80.1) สระบุรี (ร้อยละ 70.6) ปทุมธานี (ร้อยละ 70.6) กรุงเทพมหานคร (ร้อยละ 68.0) และพระนครศรีอยุธยา (ร้อยละ 67.7) สะท้อนวิถีชีวิตของคนเมืองที่ผู้สูงอายุหลังเกษียณไม่ได้ทำงาน
ขณะที่บางพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ เช่น ยโสธร (ร้อยละ 33.8) ตรัง (ร้อยละ 39.7) และพัทลุง (ร้อยละ 39.9) มีสัดส่วนที่ต่ำกว่าอย่างชัดเจน เนื่องจากผู้สูงอายุจำนวนมากยังทำงานในภาคเศรษฐกิจนอกระบบ
อย่างไรก็ตาม การกระจายตัวของหน่วยบริการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ยังคงถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยด้านความคุ้มค่าทางธุรกิจและจำนวนประชากรโดยรวมของพื้นที่ มากกว่าการพิจารณาความต้องการของ ผู้สูงอายุเชิงพื้นที่ โดยพบว่า หน่วยบริการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุร้อยละ 61.8 กระจุกตัว อยู่ใน 5 จังหวัดเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ชลบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นครราชสีมา และปทุมธานี สอดคล้องกับรูปแบบการเกษียณของประชากรในเขตเมือง
แต่ขณะเดียวกัน ก็พบว่า ในกลุ่มจังหวัดที่มีหน่วยบริการรองรับน้อยที่สุด 10 อันดับ บางจังหวัดมีสัดส่วน ผู้สูงอายุไม่ได้ทำงานสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ เช่น นครนายก (ร้อยละ 63.9) ภูเก็ต (ร้อยละ 62.7) และพังงา (ร้อยละ 57.2) แต่กลับมีหน่วยบริการรวมกันเพียงร้อยละ 1.0 ของทั้งประเทศ
ทั้งนี้ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (2566) คาดว่าผู้สูงอายุทั่วประเทศร้อยละ 5.0 มีความต้องการที่อยู่อาศัยเฉพาะหรือบ้านพักผู้สูงวัยรองรับ หากช่องว่างดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไขอาจนำไปสู่ปัญหาคุณภาพชีวิตและภาระการดูแลที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
2. ข้อจำกัดด้านจิตใจและสังคม (Psychosocial) แม้โครงการที่อยู่อาศัยเพื่อ ผู้สูงอายุโดยเฉพาะจะได้รับการออกแบบให้มีความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจก่อให้เกิด ข้อจำกัดด้านจิตใจและสังคมที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในระยะยาว โดยเฉพาะการแยกตัวออกจากชุมชนเดิมและเครือข่ายทางสังคมที่คุ้นเคย ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งอาจไม่สามารถสร้าง ความสัมพันธ์ใหม่ในที่อยู่อาศัยใหม่ได้อย่างเต็มที่ แม้จะอาศัยอยู่ร่วมกับคนวัยเดียวกันก็ตาม ส่งผลให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยว
อีกทั้งการขาดปฏิสัมพันธ์กับคนต่างวัย เด็ก หรือสัตว์เลี้ยง อาจทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าและการถดถอยของสมรรถนะทางสติปัญญาได้เร็วกว่าการอยู่อาศัยในชุมชนเดิม
ขณะเดียวกัน การออกแบบพื้นที่ที่มุ่งเน้นความปลอดภัยทางกายภาพมากเกินไป อาจทำให้บรรยากาศของที่อยู่อาศัยมีลักษณะคล้ายสถานพยาบาลมากกว่าความเป็นบ้าน ส่งผลต่อความรู้สึกมีอิสระและศักดิ์ศรีในการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะเมื่อไม่สามารถจัดการพื้นที่ส่วนตัวหรือใช้ชีวิตได้ตามรูปแบบเดิม การออกแบบที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุในอนาคตจึงควรมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีส่วนร่วมทางสังคม และการคงไว้ซึ่งอำนาจในการตัดสินใจ มากกว่าการจัดให้ผู้สูงอายุอาศัยอยู่ใน พื้นที่ที่ปลอดภัยแต่แยกขาดจากสังคม
ด้วยเหตุนี้ แนวโน้มการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุในหลายประเทศจึงเริ่มเปลี่ยนทิศทางจาก การสร้างศูนย์ขนาดใหญ่ไปสู่รูปแบบที่เชื่อมโยงผู้สูงอายุกับครอบครัว ชุมชนเดิม และคนต่างวัยมากขึ้น เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและลดความโดดเดี่ยวทางสังคม ตัวอย่างเช่น
ฝรั่งเศสมีครอบครัวอุปถัมภ์ (Famille d’accueil) ที่เปิดให้ผู้สูงอายุเข้าไปพักอาศัยร่วมกับครอบครัวผู้ดูแลในลักษณะเสมือนสมาชิกครอบครัวเดียวกัน โดยร่วมรับประทานอาหารและใช้ชีวิตประจำวันร่วมกัน ภาครัฐกำหนดมาตรฐานที่พักและจำกัดจำนวนผู้สูงอายุที่ดูแล เพื่อให้เกิดความใกล้ชิดและการดูแลอย่างทั่วถึง ทดแทนบทบาทครอบครัวเดิมที่อาจลดลงจากการเปลี่ยนแปลง ทางสังคม
เนเธอร์แลนด์มีโครงการ Humanitas Deventer ให้นักศึกษาเข้าพักในบ้านพักผู้สูงอายุฟรี แลกกับการใช้เวลาทำกิจกรรมร่วมกับผู้สูงอายุ เช่น พูดคุย รับประทานอาหาร หรือสอนใช้ เทคโนโลยี ซึ่งช่วยลดทั้งปัญหาค่าเช่าที่พักของนักศึกษาและความเหงาของผู้สูงอายุ
ขณะที่เยอรมนีมีบ้านพบปะหลายช่วงวัย (Mehrgenerationenhäuser) ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชน ที่เปิดให้คนทุกช่วงวัยสามารถใช้ชีวิต ทำกิจกรรม และเรียนรู้ร่วมกันในชีวิตประจำวัน โดยภายในพื้นที่เดียวกันอาจประกอบด้วยศูนย์เด็กเล็ก ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ศูนย์กิจกรรมชุมชน และคาเฟ่ เพื่อส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่าง คนต่างวัย ลดการแยกตัวทางสังคม และเสริมสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ในระดับชุมชน
สำหรับประเทศไทย “ลำสนธิโมเดล” ในอำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี เป็นต้นแบบของการพัฒนาระบบ ดูแลผู้สูงอายุในชุมชนที่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในพื้นที่ ทั้งหน่วยงานสาธารณสุข องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน นักบริบาลชุมชน และครอบครัว เพื่อสนับสนุนให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตอยู่ในบ้านและชุมชนเดิมได้อย่างเหมาะสม
ลำสนธิโมเดลสะท้อนให้เห็นว่า การรองรับสังคมสูงวัยอาจไม่จำเป็นต้องพึ่งพาบ้านพักผู้สูงวัยหรือสถานดูแลขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถพัฒนาระบบดูแลในชุมชนควบคู่กันไปได้ ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนและวิสาหกิจเพื่อสังคมก็เริ่มมีบทบาทในการพัฒนาบริการดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น
เช่น Joy Ride ที่ให้บริการรับส่งและดูแลผู้สูงอายุระหว่างเดินทางไปพบแพทย์หรือทำธุระ ทำหน้าที่เสมือนตัวแทนลูกหลาน และ “เยือนเย็น” ที่ให้บริการดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุระยะท้ายที่บ้าน โดยทีมสหวิชาชีพเข้าไปดูแลด้านสุขภาพและการใช้ชีวิตตามบริบทของแต่ละครอบครัว ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยได้ต่อไป กรณีเหล่านี้สะท้อนการขยายตัวของรูปแบบการดูแล ที่หลากหลาย และการปรับตัวของสังคมไทยต่อข้อจำกัดของครอบครัวในสังคมสูงวัยมากขึ้น
เมื่อพิจารณาภาพรวมของประเด็นดังกล่าว แนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุไม่จำเป็นต้องยึดโยงอยู่กับการเพิ่มบ้านพักผู้สูงวัยหรือสถานดูแลขนาดใหญ่เพียงรูปแบบเดียว แม้รูปแบบดังกล่าวจะตอบโจทย์ ความปลอดภัยและการดูแลได้ แต่ก็มาพร้อมการลงทุนและค่าบำรุงรักษาที่สูง ก่อให้เกิดภาระงบประมาณ ต่อเนื่องในระยะยาว
ดังนั้น จึงควรปรับจุดเน้นจากการพึ่งพาสิ่งปลูกสร้างไปสู่การออกแบบระบบการอยู่อาศัย และการดูแลที่เชื่อมโยงกับชุมชน เครือข่ายทางสังคม และความร่วมมือจากห ลายภาคส่วนมากขึ้น โดยอาจพิจารณาแนวทาง ดังนี้
1. การส่งเสริมที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุให้มีความหลากหลาย ผ่านมาตรการสนับสนุนภาคเอกชนและชุมชน เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษี การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือการจัดสรรที่ดินของรัฐ โดยควรกำหนดเงื่อนไขควบคู่ เช่น การจัดสรรสัดส่วนที่พักราคาที่เข้าถึงได้สำหรับผู้สูงอายุรายได้น้อย รวมถึงนำอาคารร้างหรือสถานที่ที่ไม่ได้ใช้งานมาปรับใช้
2. การพัฒนาเครือข่ายการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน ให้ครอบคลุมทั้งมิติสุขภาพและมิติทางสังคม อาทิ การจัดกิจกรรมระหว่างวัย การส่งเสริมการช่วยเหลือกันในกลุ่มเพื่อนบ้าน
และ (3) การสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมในการพัฒนาระบบที่อยู่อาศัยของคนต่างวัย อาทิ การจัดตั้งระบบการแบ่งปันที่อยู่อาศัยที่มีวิสาหกิจเพื่อสังคมเป็นตัวกลางในการบริหารจัดการ เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถอาศัยอยู่ในบ้านเดิมได้ต่อไป และลดความความโดดเดี่ยว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
