ประชากรโลกกำลังหดตัว ? เมื่อคนเกิดน้อยกว่าตาย หรือมนุษย์อาจเป็นทรัพยากรที่มีค่าสุดแห่งอนาคต

หากวันหนึ่ง ประเทศต่าง ๆ ไม่ได้แข่งขันกันเพื่อแย่งชิงน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือแร่หายากอีกต่อไป แต่กำลังแข่งขันกันเพื่อแย่งชิง "คน" คุณคิดว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร
เพราะวันนี้ หลายประเทศกำลังเผชิญวิกฤตเดียวกัน นั่นคือ "คนเกิดน้อยกว่าคนตาย" และกำลังเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจ แรงงาน และอนาคตของโลกอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร แต่อาจกำลังเปลี่ยนสมการการแข่งขันของโลก เพราะในอนาคต สิ่งที่หลายประเทศอาจต้องแข่งขันกัน ไม่ใช่แค่เงินลงทุน เทคโนโลยี หรือทรัพยากรธรรมชาติ หากแต่อาจเป็น "ทรัพยากรมนุษย์"
คนตายมากกว่าเกิด
หากย้อนเวลาไปในช่วงก่อนทศวรรษ 1950 ประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกมีอัตราการเกิดสูงพอที่จะทดแทนประชากรในแต่ละรุ่น แต่ปัจจุบัน ตัวเลขเหล่านี้กำลังเดินสวนทางกัน หลายประเทศมีอัตราการเจริญพันธุ์ต่ำกว่าระดับทดแทนประชากร
ข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติ หรือ UN เผยว่า นับตั้งแต่ปี 1950 อัตราการเจริญพันธุ์เฉลี่ยของโลกลดลงกว่าครึ่ง จากเกือบ 5 คนต่อผู้หญิง 1 คน เหลือเพียง 2.2 คนในปี 2025 ส่งผลให้ประชากรเกิดใหม่น้อยลง และในหลายประเทศจำนวนผู้เสียชีวิตเริ่มมากกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ ทั้งคาดว่า หลายประเทศมีแนวโน้มที่จำนวนประชากรจะลดลงภายในปี 2100
ตัวอย่างประเทศที่กำลังเผชิญปัญหานี้ ได้แก่
เกาหลีใต้ ประเทศที่อัตราเจริญพันธุ์ร่วงลงเร็วที่สุดในโลก จาก 6.1 คนต่อผู้หญิง 1 คนในปี 1950 เหลือเพียง 0.7-0.8 คนในปัจจุบัน
จีน ซึ่งเคยใช้นโยบายลูกคนเดียวเกือบ 40 ปี ปัจจุบันกลับต้องออกมาตรการกระตุ้นการมีบุตร หลังอัตราการเจริญพันธุ์ลดลงเหลือเพียง 1.0 คนต่อผู้หญิง 1 คน
ญี่ปุ่น ที่ตอนนี้ประเทศกำลังเดินหน้าเข้าสู่สังคมสูงวัย มีอัตราการเจริญพันธุ์อยู่ที่ประมาณ 1.2 คนต่อผู้หญิง 1 คน และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จำนวนประชากรลดลง มากกว่า 800,000 คนต่อปี
สำหรับประเทศไทยเอง สถานการณ์ก็น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า อัตราการเจริญพันธุ์รวมปี 2025 อยู่ที่ 0.86 ต่อผู้หญิง 1 คน
ขณะที่ข้อมูลจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ระบุว่า ปี 2025 ไทยมีเด็กเกิดใหม่เพียง 416,514 คน ต่ำที่สุดในรอบเกือบ 75 ปี และจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าการเกิดต่อเนื่อง มีผู้เสียชีวิตถึง 559,684 มากกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ 143,170 คน ส่งผลให้ไทยเข้าสู่ภาวะ "คนตายมากกว่าคนเกิด" ต่อเนื่อง 5 ปีซ้อน
หรือ "คน" อาจกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดแห่งอนาคต
แนวโน้มเหล่านี้กำลังสะท้อนให้เห็นว่า โลกกำลังเดินเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เมื่อประชากรไม่สามารถเติบโตเพื่อทดแทนคนรุ่นเดิมได้เหมือนในอดีต
ปัญหา “คนเกิดน้อยกว่าคนตาย” จึงไม่ใช่แค่ปัญหาด้านประชากร แต่กำลังกลายเป็นความท้าทายระดับโลก ที่จะส่งผลต่อกำลังแรงงาน เศรษฐกิจ ระบบสวัสดิการ และโครงสร้างประชากรในอีกหลาย 10 ปีข้างหน้า
ในวันที่หลายประเทศทั่วโลกต่างแข่งขันกันเพื่อรักษาศักยภาพทางเศรษฐกิจ ไม่แน่ว่า วันหนึ่ง “มนุษย์” อาจจะกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในอนาคต
รายงาน OECD Employment Outlook 2025 เผยว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคประชากรศาสตร์ใหม่ จากการที่ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น ขณะที่อัตราการเกิดลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้หลายประเทศเริ่มเผชิญการหดตัวของประชากรวัยทำงาน
จากเดิมที่หลายประเทศกังวลว่าจะมี "งานไม่พอสำหรับคน" ในอนาคต ความท้าทายอาจกลับกัน กลายเป็น "คนไม่พอสำหรับงาน" หรือภาวะขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานทักษะสูง
OECD มองว่า ปัญหานี้จะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กดดันการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว เพราะเมื่อประชากรลดลง ภาคธุรกิจจะเริ่มประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน หลายบริษัทมีตำแหน่งงานว่าง แต่ไม่สามารถหาคนมาทำงานได้ โดยประเมินว่า หากไม่มีมาตรการรับมือที่เพียงพอ การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก OECD อาจชะลอลงราว 40% ในช่วงหลายทศวรรษข้างหน้า
ขณะเดียวกัน ภายในปี 2060 ประเทศสมาชิก OECD จะมีผู้สูงอายุเฉลี่ย 52 คนต่อประชากรวัยทำงาน 100 คน และในบางประเทศ ตัวเลขนี้อาจสูงกว่า 70 คนต่อประชากรวัยทำงาน 100 คน
นั่นหมายความว่า อนาคตคนหนุ่มสาววัยทำงาน อาจต้องแบกภาระดูแลผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ทั้งผ่านการจ่ายภาษี ระบบบำนาญ ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข และสวัสดิการภาครัฐ
เมื่อแรงงานกลายเป็นทรัพยากรที่หายาก หลายประเทศจึงเริ่มหันมาแข่งขันกันรักษาและดึงดูดกำลังคนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกมาตรการจูงใจให้ประชาชนมีบุตร การเปิดรับแรงงานต่างชาติ หรือการพยายามรักษาคนวัยทำงานให้อยู่ในตลาดแรงงานนานขึ้น
ไม่ใช่ทุกประเทศที่อัตราการเกิดต่ำ
แม้หลายประเทศต้องเผชิญภาวะอัตราการเกิดต่ำ แต่ก็ไม่ใช่ทุกประเทศที่เผชิญปัญหานี้ เพราะยังมีอีกหลายประเทศที่อัตราการเจริญพันธุ์ยังอยู่ในระดับที่สูงอยู่ โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นภูมิภาคเดียวของโลกที่ยังมีอัตราการเกิดสูงกว่าระดับทดแทนประชากร
ปัจจุบัน ภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา เป็นภูมิภาคที่มีอัตราการเจริญพันธุ์สูงที่สุดในโลก โดยผู้หญิง 1 คนมีบุตรเฉลี่ยประมาณ 4 คน
ในจำนวนนี้ ชาด เป็นประเทศที่มีอัตราการเจริญพันธุ์สูงที่สุด โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5.94 คนต่อผู้หญิง 1 คน รองลงมาคือ โซมาเลีย และ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก
องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่า ภายในปี 2100 การเพิ่มขึ้นของประชากรโลกส่วนใหญ่จะมาจากภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา ขณะที่ ไนจีเรีย มีแนวโน้มจะมีจำนวนประชากรแซงหน้า สหรัฐอเมริกา ภายในปี 2050 และก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีประชากรมากที่สุดของโลก
แม้แอฟริกาจะมีแนวโน้มเป็นภูมิภาคที่ประชากรเพิ่มขึ้นมากที่สุดของโลก แต่ปัจจุบันแรงงานจำนวนไม่น้อยยังมีทักษะไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่
รายงาน Africa's Pulse 2025 จากธนาคารโลก หรือ World Bank ระบุว่า ภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา จำเป็นต้องสร้างงานใหม่ 25 ล้านตำแหน่งต่อปี ในช่วง 25 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับจำนวนแรงงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม โมเดลเศรษฐกิจปัจจุบันยังไม่สามารถสร้างงานได้เพียงพอ โดย 73% ของการจ้างงาน กระจุกตัวอยู่ในธุรกิจขนาดเล็กที่มีเจ้าของคนเดียวหรือกิจการครอบครัว ซึ่งมีผลิตภาพต่ำ และมีแรงงานเพียง 1 ใน 4 คน เท่านั้นที่มีงานประจำและได้รับค่าจ้าง
ขณะเดียวกัน บทความของ Economic Policy Research Centre หรือ EPRC ยังชี้ว่า แรงงานหนุ่มสาวจำนวนมากในแอฟริกามีทักษะไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากระบบการศึกษาที่ยังคงเน้นการเรียนภาคทฤษฎีและการท่องจำ มากกว่าการฝึกปฏิบัติและการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานจริง
ส่งผลให้ แม้ภูมิภาคนี้จะมีประชากรวัยทำงานจำนวนมาก แต่แรงงานจำนวนไม่น้อยกลับอยู่ในภาวะทำงานไม่เต็มศักยภาพ ทำงานนอกระบบ หรือยังคงเผชิญกับความยากจน และภาคธุรกิจในแอฟริกาจะยังไม่สามารถขยายตัวได้ เพราะพวกเขาขาดแรงงานที่มีทักษะ ในขณะที่ คนหนุ่มสาวต้องเผชิญกับอัตราการว่างงานที่สูงขึ้น
ธนาคารโลกมองว่า ความเหลื่อมล้ำระหว่างจำนวนแรงงานที่เพิ่มขึ้นกับการสร้างงานที่มีคุณภาพ ถือเป็นหนึ่งในความท้าทายด้านการพัฒนาที่สำคัญที่สุดของแอฟริกา
คนไม่ได้ไม่อยากมีลูก แต่ไม่สามารถมีได้เพราะปัญหาทางเศรษฐกิจ
แม้อัตราการเกิดในหลายประเทศทั่วโลกจะลดลงอย่างมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้คนไม่อยากมีลูก หากแต่ด้วยสภาพทางเศรษฐกิจปัจจุบัน ทำให้หลายคนต้องคิดหนักต่อการตัดสินใจมีบุตร 1 คน
ผลสำรวจของ UNFPA พบว่า วิกฤตที่แท้จริงไม่ใช่ผู้คนไม่อยากมีลูก หากแต่หลายคนไม่สามารถมีลูกได้ตามที่ต้องการ เพราะต้องเผชิญกับภาระค่าครองชีพ ความไม่มั่นคงในการทำงาน และความกังวลต่ออนาคต
ผลสำรวจใน 14 ประเทศ ซึ่งครอบคลุมประชากรกว่าหนึ่งในสามของโลก พบว่า 1 ใน 5 คน คาดว่าตนเองจะไม่มีลูกได้ตามจำนวนที่ต้องการ ขณะที่ ผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่าครึ่งหนึ่ง ระบุว่า ปัญหาทางการเงินเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการตัดสินใจมีบุตร
นอกจากนี้ ปัจจัยด้านความไม่เท่าเทียมทางเพศยังเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญ เพราะในหลายสังคม ผู้หญิงยังต้องแบกรับภาระการดูแลบุตรเป็นหลัก ขณะที่สถานที่ทำงานหลายแห่งยังไม่เอื้อต่อการทำงานของคุณแม่ ทั้งการขาดสวัสดิการลาคลอด การดูแลเด็กที่มีค่าใช้จ่ายสูง และวัฒนธรรมการทำงานที่ทำให้การสร้างครอบครัวเป็นเรื่องยาก
UNFPA ระบุว่า หากรัฐบาลต้องการแก้ปัญหาอัตราการเกิดที่ลดลง สิ่งสำคัญไม่ใช่การกดดันให้ผู้คนมีลูกมากขึ้น แต่คือการลดอุปสรรคที่ทำให้ผู้คนมีลูกไม่ได้ ทั้งที่อยากมี ผ่านนโยบายด้านที่อยู่อาศัย การสร้างงานที่มั่นคง การลาคลอดและลาเลี้ยงดูบุตร รวมถึงการเข้าถึงบริการอนามัยการเจริญพันธุ์อย่างทั่วถึง
ทั่วโลกแก้ปัญหาอัตราการเกิดต่ำอย่างไรบ้าง ?
เมื่อประชากรโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่คนเกิดน้อยลง และคนอาจกำลังจะกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าแห่งอนาคต แล้วตอนนี้ แต่ละประเทศกำลังแก้ปัญหานี้อย่างไรบ้าง
เพื่อป้องกันปัญหาขาดแคลนแรงงานในระยะยาว หลายประเทศเริ่มใช้นโยบายหลายด้านควบคู่กัน ทั้งการออกมาตรการจูงใจให้ประชาชนมีบุตร การเปิดรับแรงงานต่างชาติและผู้มีทักษะสูงจากทั่วโลก ตลอดจน
พยายามนำเทคโนโลยีมาใช้ทดแทนจำนวนคนที่หายไป
เกาหลีใต้ นับได้ว่าเป็นประเทศที่ทุ่มหนักที่สุดในโลก ทุ่มเงินไปแล้วเกือบ 300,000 ล้านดอลลาร์ตั้งแต่ปี 2006
เด็กที่เกิดในปี 2024 แต่ละคนจะได้รับเงินอุดหนุนรวมกว่า 22,000 ดอลลาร์ตลอด 8 ปีแรกของชีวิต บางจังหวัดถึงกับให้สูงถึง 30,000 ดอลลาร์ต่อคน และล่าสุดยังออกนโยบายให้พ่อแม่ลาเลี้ยงลูกพร้อมกันได้ทั้งคู่
ผลลัพธ์เริ่มมีสัญญาณบวก เด็กเกิดใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 15 เดือนติดต่อกันจนถึงปลายปี 2025 แต่นักวิชาการเตือนว่า นี่อาจเป็นแค่การเด้งกลับชั่วคราว เพราะกลุ่มผู้หญิงที่เกิดในช่วงต้นยุค 90 ซึ่งเป็นฐานประชากรก้อนใหญ่ กำลังจะพ้นวัยเจริญพันธุ์ไปในไม่ช้า
ญี่ปุ่น ทุ่มงบประมาณปีละ 25,000 ล้านดอลลาร์ ผ่านแผน Child Future Strategy ยกเลิกเพดานรายได้ของเงินอุดหนุนบุตร เตรียมให้การคลอดบุตรฟรีทั้งหมดภายในปี 2026 แต่ตัวเลขเด็กเกิดปี 2025 กลับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บสถิติเมื่อปี 1899 นักประชากรศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวาเซดะชี้ว่า นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องเงิน แต่คือวัฒนธรรมการทำงานที่ไม่เอื้อให้พ่อลาเลี้ยงลูก และค่าครองชีพที่สูงจนคนรุ่นใหม่ไม่กล้าแต่งงานตั้งแต่ต้น
จีน เพิ่งประกาศนโยบายเงินอุดหนุนถ้วนหน้าระดับประเทศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อกลางปี 2025 ให้เงิน 3,600 หยวนต่อปีสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีทุกคน ไม่ว่าจะเป็นลูกคนที่ 1 2 หรือ 3 ครอบคลุมกว่า 20 ล้านครอบครัว พร้อมเสริมด้วยเรียนอนุบาลปีสุดท้ายฟรีและประกันสุขภาพครอบคลุมการทำเด็กหลอดแก้ว นักเศรษฐศาสตร์มองว่านี่คือก้าวสำคัญเชิงสัญลักษณ์ มากกว่าจำนวนเงินที่จะเปลี่ยนใจคนได้จริง เพราะยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าได้ผลหรือไม่
ส่วนประเทศไทย ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในเอเชีย ประกาศให้การส่งเสริมการมีบุตรเป็นวาระแห่งชาติตั้งแต่ปี 2567 เปิดคลินิกส่งเสริมการมีบุตรในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขกว่า 900 แห่งทั่วประเทศ
แต่เงินอุดหนุนเด็กเล็กยังจำกัดอยู่ที่ 600 บาทต่อเดือน เฉพาะครอบครัวรายได้น้อยเท่านั้น ไม่ใช่แบบถ้วนหน้าเหมือนจีน ขณะที่ต้นทุนการเลี้ยงลูกหนึ่งคนจนจบปริญญาตรีในไทยสูงถึง 1.6 ล้านบาท คิดเป็น 6.3 เท่าของรายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรไทยต่อปี
สิ่งที่หลายประเทศกำลังแข่งขันกันในวันนี้ อาจไม่ใช่เพียงการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนหรือการพัฒนาเทคโนโลยีเท่านั้น แต่กำลังขยายไปสู่การแข่งขันเพื่อดึงดูดและรักษาคนไว้เป็นกำลังสำคัญของประเทศ เพราะในโลกที่คนเกิดน้อยลง ทรัพยากรที่หายากที่สุด อาจไม่ใช่วัตถุดิบหรือพลังงาน หากแต่คือ "ทรัพยากรมนุษย์"
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
Which countries have fertility rates above or below the “replacement level”? - Our World in Data
The Fertility Rate of Every Country in the World - Visual Capitalist
UNFPA report links falling birth rates to cost of living, sexist norms, fear of the future - UNFPA
Are Skills Mismatches Fuelling Africa’s Youth Unemployment Crisis? - EPRC
Can South Korea Rescue Its Alarming Birth Rate in 2026? - Newsweek
Japan’s Births Predicted To Hit Lowest Level Since Records Began - Newsweek
China Focus: China eyes free childbirth in latest bid to foster birth-friendly society - Xinhua
“รมช.อนุชา” เร่งยกระดับนโยบายตั้งครรภ์อย่างมีคุณภาพ หวังเพิ่มอัตราการเกิดให้สูงขึ้น - Hfocus
สถานการประชากรไทย2569 "พลิกวิกฤตเกิดน้อย-สังคมสูงวัย" - สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ไทยเกิดน้อยลง (อีกแล้ว) เกาหลีใต้เกิดเพิ่มขึ้น ดันไทยเป็นประเทศเกิดต่ำสุดในโลกจริงไหม ? - TNN Online
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
