รีเซต

ปรับพอร์ตลงทุน รับเทรนด์ดอกเบี้ยขาขึ้น สร้างสมดุล หุ้น-ทอง-ตราสารหนี้

ปรับพอร์ตลงทุน รับเทรนด์ดอกเบี้ยขาขึ้น สร้างสมดุล หุ้น-ทอง-ตราสารหนี้
TNN ช่อง16
15 กันยายน 2569 ( 15:18 )

จากสถานการณ์ในปัจจุบัน มุมมองของนักลงทุนต่อการตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในเดือนกันยายนนี้ เป็นไปได้สูงมาก รวมถึงการปรับขึ้นอีกครั้งหนึ่งในปีนี้ ก็อาจจะเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน การปรับพอร์ตเพื่อรองรับวงจรดอกเบี้ยขาขึ้นจึงมีความสำคัญ แต่ไม่ควรตีความว่าเมื่อเฟดขึ้นดอกเบี้ยตืดต่อกันถึง 2 ครั้ง จะต้องขายสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมด

ตอนนี้อัตราดอกเบี้ย หรือ Fed Funds Rate อยู่ที่ 3.50–3.75% และตลาดกำลังให้น้ำหนักที่สูงมากกับการขึ้นดอกเบี้ย 25 เบสิสพอยต์ ในการประชุมวันที่ 16 ก.ย. ขณะที่ตลาดกำลัง Price-in การขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งภายในช่วงต้นปี 2027 ขณะที่ UBS เป็นหนึ่งในสถาบันที่คาดว่าเฟดจะขึ้นในเดือน ก.ย. และอีกครั้งในเดือน ธ.ค.

ที่สำคัญคือเมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี ขึ้นแตะ 5% และราคาน้ำมัน Brent อยู่เหนือ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งทำให้สถานการณ์แบบนี้ไม่เหมือนการขึ้นดอกเบี้ยธรรมดา เพราะมีทั้งตัวเลขเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ความกังวลทางด้านวิกฤตพลังงาน และความกดดันทางการเงินการคลังของสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน

มาเริ่มกันที่หุ้นสหรัฐฯ อาจจะไม่จำเป็นต้องขายหุ้นทั้งหมด แต่ควรที่จะเน้นหุ้นคุณภาพ หรือ Value Stocks มากขึ้น อาจจะลดสัดส่วนหุ้นที่มี P/E สูงมาก และยังไม่มีกำไร ต้องพึ่งการกู้เงินสูง ราคาขึ้นจากความคาดหวัง หรือ Story มากกว่ากำไรจริง โดยเฉพาะหุ้น Small-cap Growth เพราะดอกเบี้ยสูงทำให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น แต่ก็ไม่ได้ความว่าต้องขายหุ้น AI ทั้งหมด บริษัทอย่าง Nvidia หรือบริษัท AI infrastructure ที่มี กำไร และกระแสเงินสดจริง จะทนต่อดอกเบี้ยสูงได้ดีกว่าหุ้น AI ที่มีแรงเก็งกำไรที่สูง

หุ้น Energy กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง สามารถเพิ่มน้ำหนักลงทุนได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะปัญหาที่ชัดเจนคือ เมื่อเฟดขึ้นดอกเบี้ย เพราะเงินเฟ้อที่สูง จากราคาน้ำมันที่สูง ดังนั้นหุ้นพลังงานมีโอกาสเป็นตัวเลือกในการ Hedging กับเงินเฟ้อ โดยเฉพาะถ้าน้ำมันยังอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ต้องระวังว่า ถ้าเฟดขึ้นดอกเบี้ยจนเศรษฐกิจเข้าสู่ Recession ราคาน้ำมันอาจกลับลงแรงได้ เพิ่มสัดส่วนได้ แต่ต้องไม่ Overweight จนเกินไป

มาต่อกันที่ "ทองคำ" ที่หลาย ๆ คนอาจะมีความกังวลว่าถ้าหากเฟดขึ้นดอกเบี้ยถึง 2 ครั้ง ทองคำอาจจะถูกถล่มขายอย่างรุนแรง มุมมองนี้ไม่ผิด แต่อาจจะเป็นการประเมินเพียงมุมเดียวคือดอกเบี้ย แต่ในสถานการณ์แบบนี้ ทองคำกลับเป็นหนึ่งในสินทรัพย์สำคัญที่สุด เพราะสถานการณ์ปัจจุบันมีทั้งเงินเฟ้อ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางทั่วโลกที่ค่อนข้างจะตึงตัว

และที่สำคัญ หากเฟดขึ้นดอกเบี้ยเพราะราคาพลังงานมากกว่าการขึ้นเพราะเศรษฐกิจร้อนแรง ผลลัพธ์อาจแตกต่างจากวงจรขึ้นดอกเบี้ยปกติ ทองคำจึงทำหน้าที่เป็นมากกว่าจะมองว่าเป็นสินทรัพย์เก็งกำไรอย่างเดียว แต่จะเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยให้พอร์ตการลงทุนมีเสถียรภาพ หรือมีหลักประกันมากขึ้น แต่แน่นอนว่าการลงทุนทองคำในช่วงนี้ เหมาะสำหรับนักลงทุนที่รับความผันผวนได้ปานกลางถึงสูงเท่านั้น และกลยุทธ์ที่ดีที่สุดสำหรับการเข้าซื้อทองคำ คือการซื้อทองคำในจุดที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงที่สุด และมีโอกาสเปลี่ยนเป็นขาลง จะเป็นจุดที่ทองคำได้เปรียบที่สุด

พันธบัตรรัฐบาล เป็นสินทรัพย์ที่ต้องระวังมากที่สุด เพราะถ้าเฟดขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง การเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาวด้วยเหตุผลที่ให้ผลตอบแทนสูง อาจจะไม่ถูกต้องนัก เพราะราคาตราสารหนี้ และผลตอบแทนเคลื่อนไหวสวนทางกัน เช่น ถ้าพันธบัตรรัฐบาลขึ้นจาก 5% ไปจนถึง 5.5% ราคาพันธบัตรระยะยาวจะลดลงพอสมควร เพราะฉะนั้นการลงทุนในพันธบัตรระยะสั้นที่ 1-3 ปี จะมีความน่าสนใจกว่า เพราะได้รับดอกเบี้ยสูง แต่ Duration Risk ต่ำกว่า และที่สำคัญ ถ้าเฟดขึ้นดอกเบี้ยจริงตามคาด แล้วเศรษฐกิจเริ่มชะลอในภายหลัง ก็ยังสามารถย้ายเงินลงทุนจากพันธบัตรระยะสั้น ไปสู่พันธบัตรระยะยาวแทนได้

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย ไม่ใช่การเทขายสินทรัพย์หนึ่ง เพื่อไปเข้าซื้อสินทรัพย์หนึ่ง แต่คือการปรับสมดุลให้ทุกสินทรัพย์ในพอร์ตการลงทุนเหมาะกับสถานการณ์มากที่สุด และไม่ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนไปอย่างไร การลงทุนในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งด้วยเงินจำนวนมาก หรือสัดส่วนที่สูง อาจจะสร้างความเสียหายให้พอร์ตการลงทุนได้ ดังนั้นการกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ลงทุนที่หลากหลาย ยังคงเป็นวิธีการที่สำคัญในการบริหารพอร์ตการลงทุนให้มีประสิทธิภาพ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง