รีเซต

"บอนด์ยีลด์" สหรัฐฯ นิวไฮรอบเกือบ 20 ปี หนี้สาธารณะเสี่ยงหนัก ดันดอกเบี้ยพุ่ง

"บอนด์ยีลด์" สหรัฐฯ นิวไฮรอบเกือบ 20 ปี หนี้สาธารณะเสี่ยงหนัก ดันดอกเบี้ยพุ่ง
TNN ช่อง16
18 พฤษภาคม 2569 ( 14:50 )

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรับบาลสหรัฐอเมริกา อายุ 30 ปี พุ่งแตะระดับ 5.15% ก่อนที่จะย่อตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 5.13% ในเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งถ้าไม่นับการพุ่งขึ้นการพุ่งขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม 2566 จะถือว่าเป็นการพุ่งขึ้นแตะระดับสูงที่สุดในรอบเกือบ 20 ปี นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2550 หรือก่อนเกิดวิกฤตซับไพรม์ ในปี 2551

ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐอาจจะกำลังประเมินความเสี่ยงต่อการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร และเงินเฟ้อที่อาจฝังลึกในระบบเศรษฐกิจต่ำเกินไป ขณะที่นักลงทุนเริ่มกังวลว่าแรงหนุนจากกำไรบริษัทและกระแส AI อาจไม่เพียงพอ หากต้นทุนทางการเงินยังพุ่งต่อเนื่อง

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปีทะลุระดับ 5% ส่วนพันธบัตรอายุ 10 ปีขึ้นไปเหนือ 4.5% ซึ่งถือเป็นระดับที่สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่มูลค่าหุ้นสหรัฐยังอยู่ในระดับสูง นักลงทุนจึงเริ่มตั้งคำถามว่าตลาดกำลังมองข้ามความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ และราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางหรือไม่

พอล คาร์เกอร์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทบริหารความมั่งคั่ง TwinFocus ระบุว่า ลูกค้ากลุ่มมหาเศรษฐีของเขาต่างสับสนกับภาพเศรษฐกิจที่สวนทางกัน เพราะด้านหนึ่งผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนยังแข็งแกร่ง แต่อีกด้านราคาน้ำมันและเงินเฟ้อกลับเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจ เขาจึงใช้กลยุทธ์ Barbell หรือกลยุทธ์การถือสินทรัพย์ที่เคลื่อนไหวคนละทิศทางทั้งเงินสด ทองคำ และสินค้าโภคภัณฑ์ควบคู่กับหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่

แม้ตลาดหุ้นสหรัฐจะฟื้นตัวแรงหลังสงครามสหรัฐ-อิหร่านที่เริ่มต้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยดัชนี S&P 500 ปรับขึ้นกว่า 17% จากจุดต่ำสุดของปี แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า Bond Yield ที่สูงขึ้นจะเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมของทั้งภาคธุรกิจและผู้บริโภค อีกทั้งยังทำให้พันธบัตรกลับมาน่าสนใจมากขึ้นเมื่อเทียบกับหุ้น

ปัจจุบัน S&P 500 ซื้อขายที่ระดับประมาณ 21.3 เท่าของกำไรคาดการณ์ในอีก 12 เดือนข้างหน้า สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ราว 16 เท่า ทำให้ตลาดมีความเปราะบางหากอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน

นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า ความเสี่ยงสำคัญที่สุดตอนนี้คือเงินเฟ้อเชิงโครงสร้าง ที่อาจเกิดจากราคาพลังงานสูงและความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจนำไปสู่เงินเฟ้อรอบใหม่ ซึ่งตลาดหุ้นยังไม่ได้สะท้อนราคาเข้าไปอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังช่วยพยุงตลาดหุ้นไว้คือผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐ โดยกำไรไตรมาสแรกมีแนวโน้มเติบโตถึง 28% จากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นการเติบโตสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2564 ขณะเดียวกัน กระแสการลงทุนด้าน AI และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ยังคงหนุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์อย่างต่อเนื่อง

แม้หลายคนเชื่อว่าวิกฤตตะวันออกกลางอาจคลี่คลายได้ในไม่กี่สัปดาห์ แต่บรรดานักกลยุทธ์เตือนว่า หากเงินเฟ้อยังคงสูงต่อเนื่องและ Bond Yield พุ่งขึ้นอีก ตลาดหุ้นอาจเผชิญแรงกระแทกครั้งใหญ่ในช่วงที่เหลือของปีนี้

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง