รีเซต

"บริษัทจีน" ยกทัพลงทุนบุกอาเซียน-ไทย

"บริษัทจีน" ยกทัพลงทุนบุกอาเซียน-ไทย
TNN ช่อง16
13 สิงหาคม 2569 ( 12:55 )

รายงานฉบับล่าสุดของ ธนาคาร ยูโอบี เผยผลสำรวจแนวโน้มการลงทุนในต่างประเทศของบริษัทจีน พบว่า ร้อยละ 80 ของผู้ตอบแบบสำรวจ มีแผนขยายธุรกิจในต่างประเทศในช่วง 3 ปีข้างหน้า โดยประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เป็นจุดหมายปลายทางอันดับแรกที่บริษัทจีนเลือกไปลงทุน

สื่อจีน ไชน่า เดย์ลี ระบุว่า แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับความสัมพันธ์ทางการค้าที่ใกล้ชิดกันระหว่างจีนกับอาเซียน ข้อมูลจากสำนักงานศุลกากรแห่งชาติจีน พบว่า มูลค่าการค้าระหว่างจีนกับอาเซียนในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะที่ 4.34 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 643,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับประเทศสำคัญที่บริษัทจีนให้ความสนใจเข้าไปลงทุน ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย 

รายงานดังกล่าวระบุว่า มาเลเซียเป็นตลาดที่บริษัทจีนสนใจมากที่สุด ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากความต้องการด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภาคพลังงานทั่วโลก

Xin Tao กรรมการผู้จัดการ ยูโอบี ไชน่า กล่าวว่า มาเลเซียกำลังมีความต้องการใช้พลังงานและมีโอกาสทางธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งเปิดโอกาสให้บริษัทจีนเข้าไปลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจพลังงานใหม่

โดยมาเลเซียมีแผนยุติการใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2044 แต่ความต้องการใช้ไฟฟ้ากลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะจากศูนย์ข้อมูล (ดาต้า เซ็นเตอร์) ซึ่งคาดว่าจะใช้ไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 7 ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในประเทศ ในปี 2026 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 31 ภายในปี 2035

ดังนั้น เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น มาเลเซียจึงต้องเร่งหาแหล่งพลังงานใหม่ ทั้งเพิ่มการจัดซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และเร่งพัฒนาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์

ปัจจุบัน บริษัทโทรคมนาคมจากจีนมีบทบาทในมาเลเซียมากที่สุด ขณะที่บริษัทจีนในกลุ่มผลิตอุปกรณ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงผู้จัดหาเซิร์ฟเวอร์สำหรับธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก็เข้ามาดำเนินธุรกิจในมาเลเซียเพิ่มขึ้นเช่นกัน

นอกจากมาเลเซียแล้ว สิงคโปร์ อยู่ในอันดับ 2 ที่เป็นเป้าหมายการลงทุนของบริษัทจีน โดยผู้บริหาร ยูโอบี ไชน่า ระบุว่า บริษัทเทคโนโลยีจีนส่วนใหญ่เลือกตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาในสิงคโปร์ เนื่องจากมีบุคลากรที่มีทักษะจำนวนมาก

ส่วนฐานการดำเนินงานจะตั้งอยู่ในมาเลเซีย เนื่องจากต้นทุนที่ดินต่ำกว่ามาก ซึ่งต้นทุนส่วนเพิ่มที่ต่ำกว่า ช่วยให้บริษัทสามารถขยายธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับ ไทย จากผลสำรวจ พบว่าบริษัทจีนให้ความสนใจลงทุนในไทยเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับผลสำรวจครั้งก่อนหน้า โดยบริษัทด้านค้าปลีกของจีนส่วนใหญ่เลือกประเทศไทย เป็นประตูสู่ตลาดอาเซียน เนื่องจากไทยมีแบรนด์ค้าปลีกจำนวนมาก และหลากหลายกลุ่ม

ปัจจุบัน ไทยยังเป็นหมุดหมายแรกของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ของจีน ที่ต้องการเข้าสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัทเหล่านี้กำลังเพิ่มเงินทุนเพื่อสร้างโรงงานในไทย ขณะเดียวกัน ห่วงโซ่อุปทานต่าง ๆ ก็กำลังทยอยย้ายเข้าไปอยู่ในประเทศไทยมากขึ้น ตั้งแต่ผู้ผลิตแบตเตอรี่ มอเตอร์ ระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ เข็มขัดนิรภัย ไปจนถึงกระจก เป็นต้น 

ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง ในประเทศไทย โดยในช่วงครึ่งปีแรก ปี 2026 บริษัทจีนเข้ามาลงทุนในไทยต่อเนื่อง

ซึ่ง จีน เป็นประเทศที่มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในไทย สูงเป็นอันดับ 3 รองจากสิงคโปร์ และสหราชอาณาจักร โดยบริษัทจากจีน ยื่นขอส่งเสริมการลงทุน จำนวน 321 โครงการ มูลค่ารวม 45,766 ล้านบาท ตามข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

ส่วนการอนุญาตการลงทุนของคนต่างด้าว ขอมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า ช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา จีนเป็นประเทศที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในไทยสูงเป็นอันดับ 1 จำนวน 110 ราย คิดเป็นร้อยละ 17 ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย มูลค่าลงทุน 35,479 ล้านบาท 

สำหรับ ธุรกิจที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาลงทุน เช่น ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม ซึ่งเป็นการให้คำปรึกษาและแนะนำสำหรับงานวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า

นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจบริการออกแบบทางวิศวกรรม จัดหาวัสดุและอุปกรณ์ ก่อสร้าง ติดตั้งและทดสอบอุปกรณ์และระบบของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม รวมถึงธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์ และธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น แม่พิมพ์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น 

ขณะที่ ไชน่า เดย์ลี รายงานด้วยว่า แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า บริษัทจีนกำลังขยายธุรกิจไปต่างประเทศในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น จากเดิมที่เน้นนำสินค้าไปขายในตลาดใหม่ ๆ แต่ปัจจุบันบริษัทจีนเริ่มนำทั้งเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญ ทรัพย์สินทางปัญญา และระบบการผลิตเข้าไปลงทุนและดำเนินธุรกิจในต่างประเทศมากขึ้น

Adaline Zheng ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของธนาคาร ยูโอบี ไชน่า ให้ความเห็นว่า บริษัทจีน ได้ก้าวข้ามการลงทุนในต่างประเทศแบบรายโครงการ หรือรายบริษัท ไปสู่แนวทางการขยายธุรกิจทั่วโลกแบบสร้างระบบนิเวศครบวงจร โดยขอบเขตของอุตสาหกรรมที่บริษัทจีนขยายธุรกิจไปต่างประเทศมีความหลากหลายมากขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่ การผลิตขั้นสูง พลังงานใหม่ รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงธุรกิจสุขภาพ

ขณะเดียวกัน ผู้ที่ออกไปลงทุนต่างประเทศก็เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่มีแต่บริษัทขนาดใหญ่ที่มีเงินลงทุนแข็งแกร่งออกไปลงทุน แต่ปัจจุบันมีบริษัทเอกชนขนาดเล็กและธุรกิจที่ใช้สินทรัพย์ไม่มากเข้าไปมีบทบาทเพิ่มขึ้น รวมถึง สตาร์ทอัปด้าน เอไอ 

อย่างไรก็ตาม อีกประเด็นที่ควรควรจับตามอง ควบคู่ไปกับการขยายตัวของบริษัทจีนในตลาดต่างประเทศ คือความพยายามผลักดันให้เงินหยวนมีบทบาทในระดับนานาชาติเพิ่มขึ้น ตามการขยายตัวของบริษัทจีนในตลาดต่างประเทศ ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวสะท้อนผ่านปริมาณ สินเชื่อ พันธบัตร และเครื่องมือทางการเงินอื่น ๆ ที่อยู่ในสกุลเงินหยวน ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง