Data Center จักรกลเศรษฐกิจใหม่ไทย ทำไมไทยถึงจะเป็นฮับใหม่ในวงการ ?

รู้ไหมว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไทยได้เม็ดเงินร่วมลงทุนจากโครงการ Data Center ไปแล้ว 750,000 ล้าน และครึ่งปีนี้ ไทยก็ตอบรับการลงทุนไปอีก 1.2 ล้านล้าน ตัวเลขมากมายขนาดนี้ หมายความว่า Data Center กำลังเป็นอนาคตแห่งเศรษฐกิจ และการลงทุนของไทยหรือเปล่า ในห้วงเวลาที่รูปแบบเศรษฐกิจเดิม ๆ ของไทย อาจถูกมองว่าเริ่มตามหลังเพื่อนบ้านในอาศัย แต่อะไรที่ทำให้ไทยเนื้อหอมในกลุ่มนักลงทุนด้าน Data Center
ในยุคที่เรา Data อยู่รอบตัวเรา เปิดโทรศัพท์สั่งสินค้าออนไลน์ได้ 24 ชม. หรือแม้แต่เปิดดูหนัง สตรีมมิ่งต่าง ๆ รู้ไหมว่า เบื้องหลังความสะดวกสบายและกิจกรรมในกิจวัตรของเราเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ Data Center ในการประมวลผล เก็บข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งเมื่อผู้คนใช้เยอะขึ้น ทั่วโลกก็เกิด Data Center เพิ่มมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
การเติบโตของตลาด Data Center นี้สอดคล้องอย่างสมบูรณ์กับการเพิ่มขึ้นของปริมาณข้อมูลในโลกดิจิทัล (Data Traffic) ในอดีตเมื่อปี 2010 ปริมาณข้อมูลที่ถูกสร้าง จัดเก็บ และใช้งานทั่วโลกมีอยู่เพียงประมาณ 2 เซตตาไบต์ (Zettabytes)
ทว่าในปี 2020 ปริมาณกลับก้าวกระโดดขึ้นมหาศาลไปแตะที่ 129 เซตตาไบต์ คิดเป็นการเติบโตมากกว่า 64 เท่าตัว ขณะที่รายงานของสถาบัน IDC ชี้ว่า ในอนาคตอันใกล้ปริมาณข้อมูลทั่วโลกจะยังคงขยายตัวอย่างไร้ขีดจำกัดและคาดว่าจะทะลุเกินกว่า 290 เซตตาไบต์ ภายในปี 2027
ปัจจุบัน ภูมิภาคอเมริกาเหนือครองส่วนแบ่งตลาด Data Center สูงสุดของโลกที่ราว 38% แต่ภูมิภาคที่กำลังถูกจับตามองว่าจะกลายเป็นพื้นที่ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกลำดับถัดไป คือ เอเชียแปซิฟิก ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 3 เท่าตัว ในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยมีระดับการขยายตัวสูงถึง 13% - 15% ต่อปี
อาเซียนเอง เรียกได้ว่ามาแรงเป็นหนึ่งในเป้าหมายดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจากทั่วโลก ด้วยปัจจัยสนับสนุนจากการมีประชากรรวมกันกว่า 695 ล้านคน และขนาดเศรษฐกิจ (GDP) รวมของภูมิภาคที่มีมูลค่าสูงราว 4.0 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 อีกทั้ง ทั้งตลาดเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคนี้ยังโตเฉลี่ยปีละ 14.2% ด้วย
ข้อมูลจากรายงานของบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรีระบุว่า อุตสาหกรรม Data Center ของอาเซียนจะมีมูลค่ารวมประมาณ 14,070 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และจะเติบโตไปแตะระดับ 19,460 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030
การนำ AI เข้ามาปรับใช้ในอุตสาหกรรมก็คาดว่าจะสามารถช่วยเพิ่มมูลค่า GDP ของภูมิภาคอาเซียนได้สูงถึง 1.0 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030
แล้วตอนนี้ในอาเซียน มี Data Center กี่แห่ง ?
ปัจจุบัน อาเซียนมี Data Center เปิดดำเนินงานอยู่ทั้งหมดอย่างน้อย 377 แห่ง โดยส่วนใหญ่กระจุกตัวและมีการลงทุนกระจายตัวในประเทศสำคัญสามอันดับแรก ได้แก่
สิงคโปร์ มีศูนย์ข้อมูลจำนวนอย่างน้อย 99 แห่ง
อินโดนีเซีย มีศูนย์ข้อมูลจำนวนอย่างน้อย 88 แห่ง
มาเลเซีย มีศูนย์ข้อมูลจำนวนอย่างน้อย 62 แห่ง
ขณะที่ประเทศไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม มีประเทศละประมาณ 30-40 แห่ง และกำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมนี้เพื่อดึงดูดผู้ลงทุนอย่างเร่งด่วน
แน่นอนว่าการมาของ Data Center ก็มาพร้อม ๆ คำถามเรื่องการใช้ไฟฟ้า แต่เมื่อพิจารณาดัชนีวัดสัดส่วนประชากรต่อหนึ่งเมกะวัตต์ของโคโลเคชัน Data Center (Population per Colocation Megawatt) ซึ่งสะท้อนความเพียงพอและการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานเทียบกับผู้ใช้งาน พบว่าประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มอาเซียน อย่างอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย ยังมีสัดส่วนความหนาแน่นของการใช้งาน Data Center ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก
สิ่งนี้บ่งชี้ว่าตลาด Data Center ในอาเซียนยังห่างไกลจากจุดอิ่มตัวหรือภาวะโอเวอร์ซัพพลาย (Oversupply) จึงถือว่ายังมีช่องว่างขนาดใหญ่มากสำหรับการขยายตัวและการลงทุนในระยะปานกลางและระยะยาว เพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลและแอปพลิเคชันยุคใหม่
Data Center ดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าไทยเท่าไหร่ ?
ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้เปิดยอดอนุมัติส่งเสริมการลงทุน โครงการ Data Center ไปแล้ว รวม 42 โครงการ เม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 750,000 ล้านบาท (7.5 แสนล้านบาท) ในช่วงปี 2567- ถึงต้นเดือนสิงหาคม ปี 2569
ดูแค่ในปี 2569 เอง ยังพบว่า การลงทุนในกลุ่ม Digital มีมูลค่าสูงถึง 33,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.12 ล้านล้านไปแล้ว มีโครงการน่าสนใจอย่าง Data Infrastructure ของ TikTok มูลค่าประมาณ 25,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 800,000 ล้านบาท โครงการครอบคลุม กรุงเทพฯ สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา เพื่อเพิ่ม Server และระบบประมวลผลข้อมูล
และหากมาดูการลงทุนของของบริษัทเทคขนาดใหญ่ ด้าน Microsoft ก็ได้ประกาศลงทุนมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ ในไทยในช่วง 2 ปี โดยเน้น Cloud และ AI Data Center Infrastructure ที่น่าสนใจคือ Microsoft ไม่ได้ทำเรื่อง Data Center เพียงอย่างเดียว แต่จับมือกับพันธมิตรไทยหลายราย ทำให้เกิด ecosystem ด้วย
รวมไปถึงบริษัทใหญ่ ๆ อย่าง AWS, Google, Huawei และ Alibaba cloud ฯลฯ ที่ต่างลงทุนในหลังแสนล้าน ถึงพันล้านบาท
โดยมีการคาดการจากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรีว่า เมื่อยอดเงินลงทุนดังกล่าวทยอยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจตามขั้นตอนการออกแบบ จัดซื้อ และก่อสร้างในช่วง 4-5 ปี จะสร้างผลบวกกระตุ้นและผลักดันการเติบโตของ GDP ของไทยได้โดยตรงถึง 0.25% ถึง 0.30% ต่อปี อย่างต่อเนื่อง
ไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมตอนนี้ ยังทันไหม ?
แต่อีกประเด็นสำคัญคือ ไทยที่เริ่มต้นอุตสาหกรรมนี้ ช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน จะยังสามารถแข่งขันได้หรือไม่ ?
ซึ่งในเวทีการเสวนา 'No Sustainability, No Scale: The New Rules for AI and Data Centers' ที่จัดโดยธนาคารกสิกรไทย ผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็ได้ชี้ว่า การเริ่มช้าก็มีข้อดีบางอย่าง เช่นทำให้ผู้ประกอบการสามารถติดตั้งและเริ่มใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ประมวลผลที่มีชิปเซตรุ่นล่าสุดของโลกได้ทันที ทั้งยังสามารถออกแบบอาคารให้รองรับระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ ซึ่งเป็นระบบใหม่ต่างจาก Data Center รุ่นเก่าในสิงคโปร์ และมาเลเซีย
อีกทั้งไทยยังมีจุดแข็งในคุณภาพ และเสถียรภาพระบบไฟฟ้า ที่เปรียบเทียบกับนานาชาติแล้วว่าดีกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลว่า ประเทศไทยยังมีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและครอบคลุมที่สุด อัตราการเข้าถึงระบบ 5G สูงเกิน 90% ควบคู่กับความเร็วอินเทอร์เน็ตชั้นนำของภูมิภาค และประเทศไทยยังตั้งอยู่ในทำเลศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์ของอาเซียนและมีความเสี่ยงต่ำต่อภัยพิบัติร้ายแรง จึงเป็นโอกาสที่ดึงดูดนักลงทุนได้มากขึ้นด้วย
แต่ไทยก็มีจุดอ่อนบางด้าน ที่คู่แข่งเพื่อนบ้าน อาจได้เปรียบกว่า ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนการผลิตไฟจากพลังงานสะอาดที่ยังน้อยกว่าคู่แข่งที่โดดเด่นด้านทรัพยากรพลังงานสะอาด เช่น เวียดนาม
รวมไปถึงจำนวนทางเชื่อมต่อสายเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศที่จำกัด คะแนนสอบ และมาตรฐานการเรียนรู้ของทรัพยากรมนุษย์ไทย ที่เยาวชนไทยถือว่าตามหลังมาเลเซีย และเวียดนาม ไปถึงความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมืองไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะความโปร่งใสด้านคอร์รัปชั่นของไทย ที่อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์การลงทุนได้เช่นกัน
ความกังวล และผลกระทบสิ่งแวดล้อม
แน่นอนว่าเมื่อพูดถึง Data Center หรือ Cloud Center ก็มักมีความกังวลในด้านทรัพยากร ทั้งการใช้น้ำ และไฟ และความกลัวว่า อุตสาหกรรมนี้ อาจเข้าไปแย่งชิงน้ำ จากครัวเรือน ชุมชน หรือภาคเกษตรกรรม
หากดูจากลำดับความสำคัญในการจัดสรรน้ำตามกฎเกณฑ์ของกรมชลประทานกำหนดให้ภาคชุมชน เกษตรกรรม และการดูแลระบบนิเวศเป็นกลุ่มที่ได้รับความสำคัญสูงสุด ส่วนภาคอุตสาหกรรมอยู่ลำดับสุดท้าย อีกทั้งเมื่อดูสัดส่วนการใช้น้ำจริงในพื้นที่ EEC พบว่าชุมชนใช้ไป 10% เกษตรและนิเวศใช้ถึง 80% ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมทั้งหมดใช้เพียง 7 ถึง 8% เท่านั้น Data Center จึงเป็นเพียงผู้ใช้น้ำรายเล็กมาก
ขณะที่ด้านไฟฟ้า เพื่อตอบรับเงื่อนไขและข้อเรียกร้องด้านสิ่งแวดล้อม (ESG) และเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) ของผู้ประกอบการ Data Center ต่างชาติ ประเทศไทยได้กำหนดร่างแผน PDP ใหม่ที่จะปรับเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนหรือพลังงานหมุนเวียนในประเทศขึ้นไปสูงถึงประมาณ 70% ของกำลังการผลิตทั้งหมด (จากสัดส่วนปัจจุบันที่ 25%) และรัฐบาลได้ผลักดันโครงการกำหนดอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว (Utility Green Tariff หรือ UGT) ทั้งรุ่น UGT1 และ UGT2 ที่ Data Center จะสามารถเข้าถึงและได้รับไฟฟ้าสีเขียวที่สะอาดและโปร่งใสตลอด 24 ชั่วโมงแบบ 7 วันตลอดจนการพัฒนาแผนผ่อนปรนให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าตรงจากผู้ผลิตเอกชนแก่ Data Center (Direct PPA) ที่กำลังคืบหน้าอย่างรวดเร็ว
ทั้งรัฐบาลยังจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการด้าน Data Center ของรัฐบาล เพื่อวางกรอบกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั้งระบบ ไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงทางพลังงาน สิ่งแวดล้อม และภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน
แต่แม้หลายฝ่ายจะพยายามไขข้อกังวล และเตรียมความพร้อม รองรับ Data Center และ Cloud Center ที่จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต แต่สิ่งหนึ่งที่จะคลายความกังวลของประชาชนได้ คือ นโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาล ที่แม้ตอนนี้ ปัญหาการขาดแคลนน้ำ หรือไฟฟ้า ยังไม่มาถึง แต่หากมีการกระทบเกิดขึ้นจริง รัฐจะมีวิธีในการปันส่วนทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดนี้อย่างไร ที่จะเป็นประโยชน์กับทั้งประชาชน เกษตกร และเอกชนที่ลงทุนธุรกิจนี้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
