โลกระอุ! “ซูเปอร์เอลนีโญ” จ่อถล่มไทย เสี่ยงร้อนทะลุ 46 องศาฯ

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เกี่ยวกับร้อน แล้งหนักแน่ปีนี้ รัฐบาลควรรับมืออย่างไร?
ในปี 2026 โลกกำลังจับตาความเป็นไปได้ของปรากฏการณ์ “Super El Niño” หรือซูเปอร์เอลนีโญ ซึ่งถูกเฝ้าระวังโดย องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก และ องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ โดยคาดว่าอาจเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบศตวรรษ หรืออาจย้อนไปไกลถึง 140 ปี ปรากฏการณ์นี้มีแนวโน้มจะเริ่มก่อตัวในช่วงกลางปี 2026 และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงต้นปี 2027 โดยมีโอกาสเกิดสูงถึง 61% ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม 2026
ซูเปอร์เอลนีโญจะทำให้อุณหภูมิผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกสูงกว่าปกติเกิน 2 องศาเซลเซียส และอาจทำให้อุณหภูมิของบรรยากาศโลกเพิ่มขึ้นอีก 0.2 องศาเซลเซียสจากฐานเดิม เมื่อรวมกับการสะสมของก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์ปล่อยออกมาอย่างมหาศาล ทำให้ความร้อนที่เกิดขึ้นถูกกักเก็บไว้ในชั้นบรรยากาศมากขึ้น ส่งผลให้ปี 2027 มีโอกาสกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ของโลก
ผลกระทบของปรากฏการณ์นี้จะรุนแรงอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า ปี 2027 อาจทำลายสถิติความร้อนเดิมของปี 2024 ขณะที่ประเทศอย่างอินเดียอาจเผชิญคลื่นความร้อนยาวนานและรุนแรง อุณหภูมิอาจพุ่งสูงถึง 45-50 องศาเซลเซียส
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึง ประเทศไทย และเมืองใหญ่อย่าง กรุงเทพมหานคร อาจเผชิญอุณหภูมิสูงจนเกือบเกินขีดจำกัดการปรับตัวของร่างกายมนุษย์ โดยบางพื้นที่อาจแตะระดับ 45-46 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มเกิดภัยแล้งรุนแรงและยาวนาน ปริมาณฝนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ระดับน้ำในเขื่อนและแหล่งน้ำธรรมชาติลดต่ำลง
ผลกระทบทางเศรษฐกิจจะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะภาคเกษตร ไทยและเวียดนามอาจมีผลผลิตข้าวและน้ำตาลลดลงจากภาวะขาดแคลนน้ำ ขณะที่อินโดนีเซียอาจได้รับผลกระทบในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม
ท่ามกลางความท้าทายนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรับมืออย่างเป็นระบบ เริ่มจากการจัดการน้ำเชิงรุก โดยต้องรณรงค์การประหยัดน้ำ จัดลำดับความสำคัญให้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรก และนำเทคโนโลยีดาวเทียมมาใช้ติดตามระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำแบบเรียลไทม์เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการบริหารจัดการ นอกจากนี้ควรส่งเสริมการบำบัดและนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่าง EEC
ในภาคการเกษตร จำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน โดยส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย เช่น ถั่ว หรือพืชอายุสั้น แทนการทำนาปรัง รวมถึงปรับปฏิทินการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับสภาพอากาศ และสนับสนุนระบบประกันภัยพืชผลเพื่อลดความเสี่ยงให้เกษตรกร
ด้านสาธารณสุข ต้องเตรียมความพร้อมรองรับผู้ป่วยจากโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อน เช่น โรคลมแดด (Heatstroke) และโรคทางเดินหายใจจากฝุ่นควัน ควบคู่กับการจัดตั้ง “ศูนย์คลายความร้อน” หรือ Cooling Centers ในพื้นที่เมืองที่มีความเสี่ยงสูง เช่น โมเดลของ สิงคโปร์ ที่มีการจัดตั้งศูนย์พักพิงคลายร้อนทั่วประเทศ โดยข้อมูลในปี 2568 พบผู้ป่วยโรคลมแดด 182 ราย และเสียชีวิต 21 ราย สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนในการเตรียมระบบรองรับ
นอกจากนี้ การควบคุมการเผาในที่โล่งต้องเข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนที่มักรุนแรงในช่วงเอลนีโญ เนื่องจากสภาพอากาศแห้งแล้งเอื้อต่อการเกิดไฟป่า
วิกฤตร้อนและภัยแล้งที่กำลังจะมาถึงไม่ใช่เพียงปัญหาสภาพอากาศ แต่เป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่กระทบทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพของประชาชน รัฐบาลจึงต้องเร่งวางแผนและดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างรอบด้าน เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและยาวนานกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
