“ซูเปอร์เอลนีโญ” โลกเดือดรุนแรงในรอบ140 ปี กทม.ส่อร้อนเกินขีดจำกัด

ท่ามกลางความผันผวนของสภาพภูมิอากาศโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เสียงเตือนจากนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ล่าสุด ดร.สนธิ คชวัฒน์ ออกมาเปิดเผยผลการเฝ้าระวังการก่อตัวของปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ซึ่งอาจเกิดขึ้นภายในปี 2569 และต่อเนื่องถึงต้นปี 2570 โดยมีแนวโน้มรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 140 ปี พร้อมเตือนว่าประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งด้านอุณหภูมิที่พุ่งสูงและภัยแล้งที่ยาวนาน
สัญญาณจากโลก เมื่อเอลนีโญอาจรุนแรงที่สุดในรอบศตวรรษ
ข้อมูลจากหน่วยงานระดับโลกอย่าง องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก และ องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ ระบุว่า ขณะนี้กำลังมีการจับตาการก่อตัวของปรากฏการณ์เอลนีโญในระดับ “ซูเปอร์” ซึ่งมีโอกาสเกิดสูงถึง 61% ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม 2569 โดยปรากฏการณ์นี้จะทำให้อุณหภูมิผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกสูงกว่าค่าปกติเกิน 2 องศาเซลเซียส และส่งผลให้อุณหภูมิอากาศโดยรวมของโลกเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 0.2 องศาเซลเซียส
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์น่ากังวลยิ่งขึ้น คือการสะสมของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศจากกิจกรรมของมนุษย์ ซึ่งทำให้ความร้อนที่เกิดจากเอลนีโญไม่สามารถระบายออกได้ตามปกติ ส่งผลให้ความร้อนสะสมเพิ่มขึ้น และอาจผลักดันให้ปี 2570 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ แซงหน้าสถิติเดิมในปี 2567
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จุดเสี่ยง “ร้อนเกินขีดจำกัดมนุษย์”
นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานคร และเขตเมืองในอาเซียน อาจเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงจนเกือบเกินขีดจำกัดการปรับตัวของร่างกายมนุษย์ โดยบางพื้นที่ในประเทศไทยและเมียนมา อุณหภูมิอาจพุ่งสูงถึง 45 - 46 องศาเซลเซียส
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความร้อน แต่ยังรวมถึงภัยแล้งที่มีแนวโน้มรุนแรงและยาวนาน ปริมาณฝนจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญในหลายประเทศ เช่น ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ทำให้ระดับน้ำในเขื่อนและแหล่งน้ำธรรมชาติลดลงอย่างน่ากังว
ผลกระทบเศรษฐกิจ: เกษตร-อุตสาหกรรมสั่นคลอน
ประเทศไทยและเวียดนาม ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวสำคัญของโลก อาจเผชิญกับผลผลิตที่ลดลงอย่างมากจากปัญหาขาดแคลนน้ำ ขณะที่พืชเศรษฐกิจอย่างอ้อยและน้ำตาลก็มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบเช่นกัน ด้านอินโดนีเซีย อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มอาจได้รับผลกระทบจากสภาวะแห้งแล้งที่ยืดเยื้อ
ทางออกเชิงนโยบาย: รับมือก่อนวิกฤตจะมาถึง
ดร.สนธิ คชวัฒน์ เสนอแนวทางรับมือโดยเน้นการจัดการน้ำเชิงรุกเป็นหัวใจสำคัญ ทั้งการรณรงค์ประหยัดน้ำ การจัดลำดับความสำคัญเพื่อการอุปโภคบริโภค และการใช้เทคโนโลยีดาวเทียมติดตามระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการบริหารจัดการน้ำ
ในภาคอุตสาหกรรม ควรเร่งส่งเสริมการบำบัดและนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ขณะที่ภาคการเกษตรจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน เช่น การส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย การปรับปฏิทินเพาะปลูกให้สอดคล้องกับสภาพอากาศ และการสนับสนุนระบบประกันภัยพืชผลเพื่อลดความเสี่ยง
นอกจากนี้ ยังต้องเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการเผา เพื่อลดปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน ซึ่งมักรุนแรงขึ้นในช่วงเอลนีโญ
บทสรุป: วิกฤตที่ต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้
ซูเปอร์เอลนีโญไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่เป็นตัวเร่งให้ปัญหาสภาพภูมิอากาศที่มีอยู่เดิมรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หากไม่มีการเตรียมรับมืออย่างจริงจัง ประเทศไทยอาจต้องเผชิญทั้งวิกฤตน้ำ วิกฤตอาหาร และผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง การวางแผนตั้งแต่วันนี้จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนของทุกภาคส่วน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
