โอกาสในวิกฤติ! บัวหลวงชี้จังหวะเก็บ 2 หุ้นไฟแนนซ์

#ทันหุ้น - บล.บัวหลวง มองภาพรวมกำไรสุทธิของกลุ่ม Retail Finance Q4/68 อยู่ที่ 6.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% YoY (สินเชื่อเติบโตและ cost/income ratio ลดลง) แต่ลดลง 3% QoQ (credit cost สูงขึ้น) โดยภาพรวมกำไรของกลุ่มสอดคล้องกับที่เราและตลาดคาด โดยบริษัทที่รายงานกำไรเติบโต YoY นำโดย MTC 15% YoY ตามมาด้วย KTC ที่ 10% YoY และ SAWAD ที่ 8% มีเพียง TIDLOR ที่กำไรลดลง 3% YoY
ทั้งนี้ ราคาหุ้นในกลุ่ม Retail Finance ปรับตัวลงเฉลี่ย 11% ในสัปดาห์นี้ ซึ่งฝ่ายวิจัยมองว่าตลาดได้สะท้อนความเสี่ยงจากปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางไปค่อนข้างมากแล้ว ซึ่งสะท้อนว่ากำไรปี 2569 ของกลุ่มอาจมี downside ราว 11% จากประมาณการของฝ่ายวิจัย ซึ่งจะหมายถึง credit cost เฉลี่ยของกลุ่มต้องขึ้นไปประมาณ 3.7% หรือสูงกว่าสมมติฐานของฝ่ายวิจัยประมาณ 70bps
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยมองว่าผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางต่อกลุ่ม Retail Finance น่าจะจำกัด โดยปัจจุบัน valuation ของหุ้นในกลุ่ม มีความน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะ TIDLOR ที่ PEG ratio ที่เพียง 0.7 เท่า และ MTC ที่ 0.8 เท่า ซึ่งมองว่าเป็นระดับที่น่าเข้าลงทุน
โดยมองว่าคุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่ม Retail Finance ยังอยู่ในระดับที่แข็งแรง เพราะได้มีการเร่งตั้ง loan-loss coverage ratio ขึ้นต่อเนื่อง จนล่าสุดอยู่ที่ 188% ณ สิ้นปี 2568 นอกจากนี้ ตั้งแต่ช่วง Q1/67 บริษัทในกลุ่มได้เข้มงวดการคัดกรองสินเชื่อใหม่อย่างต่อเนื่อง ฝ่ายวิจัยจึงมองว่ากลุ่มนี้มีความพร้อมที่จะรับมือกับความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้
Study: ฝ่ายวิจัยได้ไปศึกษาข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2558 ถึง 2568 แม้ราคาน้ำมันจะเคยปรับขึ้นแรงมากกว่า 140% ในช่วงปี 2559–2561 และมากกว่า 240% ในช่วงปี 2563–2565 แต่ credit cost เฉลี่ยของกลุ่ม Retail Finance ยังอยู่ในระดับบริหารจัดการได้ที่ประมาณ 3.4% ซึ่งสูงกว่ากว่าสมมติฐานปี 2026 ของเราที่ประมาณ 3.0% ไม่มาก
อีกทั้ง หากราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง และมองว่ารัฐบาลน่าจะออกมาตรการเพื่อลดผลกระทบต่อเงินเฟ้อและกำลังซื้อ ดังนั้น คุณภาพสินทรัพย์ของกลุ่ม Retail Finance น่าจะยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ในปีนี้
Fundamental view: ฝ่ายวิจัยชอบ TIDLOR และ MTC มองราคาย่อมาเป็นจังหวะเข้าซื้อ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
