เงินหายไปไหนหมด? เปิด 4 พายุรายจ่ายหน้าร้อน ดันคนไทย “ต้องกู้เพิ่ม”

เงินหายไปไหนหมด? เปิด 4 พายุรายจ่ายหน้าร้อน ดันคนไทย “ต้องกู้เพิ่ม”
หน้าร้อนปีนี้ อาจไม่ได้ร้อนแค่อากาศ แต่หลายคนกำลังรู้สึก “ร้อนเงิน” โดยไม่รู้ตัว ทั้งที่ไม่ได้มีการใช้จ่ายก้อนใหญ่ แต่เงินในบัญชีกลับค่อย ๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง
ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่า คนไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า “ฤดูร้อนทางการเงิน” ช่วงเวลาที่รายจ่ายจำนวนมากพุ่งเข้ามาพร้อมกัน จนทำให้สภาพคล่องตึงตัวมากที่สุดของปี
ข้อมูลจากธนาคารเกียรตินาคินภัทร จากพฤติกรรมผู้ใช้งานแอป KKP Better พบว่า ครัวเรือนไทยกำลังเผชิญกับ “Financial Summer” หรือช่วงที่รายจ่าย 4 ก้อนใหญ่เข้ามาพร้อมกัน จนหลายคนเริ่มต้องใช้ “เงินในอนาคต” เพื่อพยุงสถานการณ์ในปัจจุบัน
โดยสัญญาณเริ่มชัดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ที่การใช้วงเงินสินเชื่อเริ่มขยับขึ้นเร็วกว่ารอบรายจ่ายจริง สะท้อนว่าหลายคนรู้ล่วงหน้าว่าเงินจะไม่พอ และต้องเตรียมทางออกไว้ก่อน
เมื่อเข้าสู่เดือนเมษายนถึงพฤษภาคม รายจ่ายทั้งหมดจะพุ่งขึ้นพร้อมกันในลักษณะ “พายุ 4 ระลอก”
พายุลูกแรก คือ “ภาษีเงินได้” ซึ่งเป็นรายจ่ายที่เลี่ยงไม่ได้ สำหรับผู้มีรายได้ โดยเฉพาะช่วงยื่นภาษีระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายน
ภาพรวมรายได้ภาษีบุคคลธรรมดาของไทยอยู่ในระดับกว่า 4 แสนล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามเศรษฐกิจ สำหรับคนทำงานประจำ มักต้องเตรียมเงินสดเฉลี่ยประมาณ 5,000 – 10,000 บาท
ความท้าทายของภาษี คือ เป็นรายจ่ายแบบก้อน (Fixed Obligation) ไม่สามารถเลื่อนหรือลดได้ เมื่อเกิดขึ้นพร้อมรายจ่ายอื่น จะกระทบเงินสดทันที
พายุลูกที่สอง คือ “ค่าไฟฟ้า” ที่พุ่งขึ้นตามอุณหภูมิที่สูงขึ้น
ในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ค่าไฟของครัวเรือนไทยมักเพิ่มขึ้นประมาณ 10–30% จากการใช้เครื่องปรับอากาศ พัดลม และเครื่องใช้ไฟฟ้ามากขึ้น
แม้จะเป็นพฤติกรรมปกติในชีวิตประจำวัน แต่กลับกลายเป็นต้นทุนแฝงที่หลายคนไม่ได้วางแผนล่วงหน้า
พายุลูกที่สาม คือ “ค่าใช้จ่ายช่วงสงกรานต์” แม้เศรษฐกิจยังเปราะบาง แต่เม็ดเงินใช้จ่ายยังคงสะพัดสูง
ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า มูลค่าการใช้จ่ายช่วงสงกรานต์ปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 106,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ราว 88,000 ล้านบาท
พฤติกรรมสำคัญคือ คนไทยยังคงใช้เงินเพื่อการเดินทาง กลับบ้าน ท่องเที่ยว และใช้เวลากับครอบครัว แม้จะรู้ว่าสถานะการเงินตึงตัว
ผลที่ตามมาหลังเทศกาล คือ เงินออมลดลง หนี้เพิ่มขึ้น และต้องพึ่งพาสินเชื่อมากขึ้น
พายุลูกสุดท้าย และหนักที่สุดสำหรับหลายครัวเรือน คือ “ค่าเทอม”
โดยเฉพาะในโรงเรียนเอกชนและนานาชาติ ค่าใช้จ่ายอาจอยู่ในระดับหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทต่อปี และยังมีค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าแรกเข้า ค่าอุปกรณ์ และค่าเรียนพิเศษ
ข้อมูลจาก KKP พบว่า ในปี 2568 มีการใช้เงินล่วงหน้าเพื่อค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาผ่านแอป รวมกว่า 46 ล้านบาท เฉลี่ยประมาณ 25,000 บาทต่อคน
สะท้อนว่าการศึกษาเป็นรายจ่ายที่ “ตัดไม่ได้” เพราะถูกมองว่าเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของลูก
เมื่อพายุรายจ่ายทั้ง 4 ลูกเกิดขึ้นพร้อมกัน สิ่งที่ตามมาคือ ความต้องการสินเชื่อที่เพิ่มสูงตั้งแต่ต้นปี
หากไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ ความเสี่ยงคือการหันไปพึ่งหนี้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยสูง
ในอีกด้านหนึ่ง สถาบันการเงินเริ่มปรับแนวคิดการปล่อยกู้เป็นแบบ “Purpose-based Pricing” หรือกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามวัตถุประสงค์การใช้เงิน เพื่อช่วยลดภาระดอกเบี้ยในรายจ่ายจำเป็น และลดโอกาสเกิดหนี้เสีย
ในภาพใหญ่ “ฤดูร้อนทางการเงิน” สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ รายได้ที่เติบโตไม่ทันรายจ่าย ครัวเรือนพึ่งพาหนี้มากขึ้น และภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาที่สูงขึ้นต่อเนื่อง
ท่ามกลางโลกที่รายจ่ายพุ่งพร้อมกัน การปรับตัวจึงกลายเป็นเรื่องจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการเงินล่วงหน้า การแยกรายจ่ายจำเป็นและไม่จำเป็น การใช้หนี้อย่างมีระบบ และการสร้างเงินสำรองอย่างน้อย 3–6 เดือน
หน้าร้อนปีนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของอุณหภูมิที่สูงขึ้น แต่เป็นช่วงเวลาที่สะท้อนความเปราะบางทางการเงินของคนไทยอย่างชัดเจน
เมื่อรายจ่ายมาพร้อมกัน เงินสดไม่พอ และต้องพึ่งพาเงินในอนาคต
คำถามสำคัญคือ คุณพร้อมแค่ไหนกับ “พายุการเงิน” ครั้งนี้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
