รีเซต

1 ปี คดี ตึก สตง.ถล่ม ประชาชนผู้เสียภาษี ควรมีส่วนตรวจสอบทุจริตอย่างไรบ้าง ?

1 ปี คดี ตึก สตง.ถล่ม ประชาชนผู้เสียภาษี ควรมีส่วนตรวจสอบทุจริตอย่างไรบ้าง ?
TNN ช่อง16
23 มีนาคม 2569 ( 17:04 )
7

เงินภาษีที่เราจ่ายไปให้รัฐคุ้มค่าไหม มันถูกนำไปคอร์รัปชันหรือเปล่า ? คงเป็นคำถามที่หลายคนในฐานะผู้เสียภาษีเคยสงสัย ยิ่งได้เห็นเหตุการณ์การถล่มของตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เมื่อ 1 ปีที่แล้ว ที่แน่นอนว่างบประมาณ และการก่อสร้างมาจากภาษีประชาชนแน่นอน แต่จนถึงตอนนี้คดีความคืบหน้าไปไหน มีคนผิดที่จะถูกลงโทษหรือยัง ? 

เราจึงชวน ผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ ผู้ก่อตั้ง และ CEO ของ iTAX ผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาษี และติดตามเหตุการณ์นี้ ไปถึงเริ่มทำแคมเปญลงชื่อ แก้รัฐธรรมนูญให้กระบวนการถอดถอนองค์กรอิสระกลับมาได้ มาคุยกันในโอกาสที่เหตุการณ์นี้ย้อมกลับมา 1 รอบ

ตึก สตง.ถล่ม กับความคาดหวังความรับผิดชอบของ สตง.

ดร.ยุทธนา เล่าความรู้สึก ในวันที่เกิดแผ่นดินไหว และตึกถล่มในปีที่แล้วว่า ตอนได้เห็นภาพตึก สตง.ถล่มครั้งแรก ก็คิดว่าเป็นภาพ AI หรือเปล่า แต่หลังจากเห็นภาพในทุกๆ มุมของตึกถล่ม และแน่ใจแล้วว่าเป็นเหตุการณ์จริง ก็เริ่มเกิดความกังวลว่า ตึกอื่นๆ จะถล่มตามมาไหม 

“ปรากฏว่าพอเวลาผ่านไป มี Aftershock แต่ก็มีแค่ตึกเดียวที่ถล่ม ดังนั้นแม้ว่าผมจะไม่ได้เป็นวิศวกรรม แต่เพื่อนที่เป็นวิศวกรก็บอกเลยว่า ปัญหาอยู่ที่ตัวตึกแล้ว แสดงว่าสเปคของตึกบางอย่างมีปัญหา ผมว่าเรื่องโครงสร้าง มันต้องทำเป็นขบวนการ ไม่มีทางทำคนเดียวได้อยู่แล้ว คนสร้างสร้างแบบนึง คนตรวจรับรับไป เทปูนไป ไม่มีใครเห็นความผิดปกติ แล้วมันสร้างมาได้สูงถึงขนาด 30 ชั้น ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ  ต้องมีความตั้งใจและมีความเป็นขบวนการบางอย่าง เรื่องที่มันน่าคิดก็คือว่า เรื่องนี้ มีใครที่มีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง แน่นอนตัวผู้รับเหมา ซึ่งตอนนี้มีการดำเนินคดีกับบริษัทนั้นไป ตอนนี้เรื่องอยู่ที่ DSI ที่ ปปช. 

แต่ว่าสิ่งที่เราคาดหวังคือ สตง. ที่เป็นหน่วยงานตรวจสอบการใช้เงินหลวง การใช้เงินรัฐ ซึ่งเรื่องนี้ ดูปุ๊ปก็รู้ว่าการใช้เงินหลวงมีปัญหา แต่ทำไมตัวเขาเองถึงได้เงียบ แล้วเป็นฝ่ายตั้งรับซะมากกว่าที่จะออกมาบอกว่า ผมกำลังไปตรวจสอบ ไปควานหาอยู่ว่าใครเป็นคนที่ทำให้การตรวจรับแบบนี้เกิดขึ้น มีการฮั้วประมูลหรือไม่ คนที่เกี่ยวข้องเป็นใครบ้าง เขาเงียบอย่างเดียว ซึ่งพอมันเงียบ มันก็ตั้งคำถามว่า สรุปหน่วยงานที่ตรวจสอบเรื่องความโปร่งใส การใช้เงินภาครัฐที่เราฝากความหวังไว้ในฐานะองค์กรอิสระ ทำไมนิ่งเงียบกันได้ขนาดนี้ เพราะตัว สตง.เป็นเหมือนเจ้าของบ้าน เขาเดือดร้อนไหม กับเงินที่ถูกเอาไปใช้ แล้วสุดท้ายกลายเป็นซากแบบนี้ หรือคิดว่าไม่ต้องรับผิดชอบกับเงินภาษีของประชาชน

มันผ่านมาเกือบปี เรารู้สึกว่า สตง. ควรแสดงออกเชิงรุกมากกว่านี้ อย่างน้อยทำให้ประชาชนรู้สึกสบายใจ ว่าพยายามรับผิดชอบกับเงินของพวกเราอยู่ ไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามลากตัวคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มาจัดการ แต่การเงียบ มันก็ทำให้ตั้งคำถามว่า ผู้บริหารมีส่วนรู้เห็นไหม ทำไมขยับน้อยจัง”

ดร.ยุทธนายังชี้อีกว่า สตง.เป็นหน่วยงานที่ตรวจสอบหน่วยงาน และองค์กรอื่นๆ ดังนั้นยิ่งทำให้เกิดความคาดหวังเป็นเท่าตัวว่า จะจัดการยิ่งกว่าเดิมกับเรื่องในหน่วยงานของตัวเอง ทั้งยังชี้ว่าประชาชนเองก็ควรมีส่วนตั้งคำถาม ถึงเงินภาษี และความรับผิดชอบได้ 

“เราควรพูดถึงเยอะๆ ติดตามบ่อยๆ แล้วก็พยายามรู้สึกว่า เป็นเดือดร้อนกับมัน ตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบของเงินภาษี จุดมุ่งหมายของเงินภาษีคือเอาไปสร้างประโยชน์ให้กับคนส่วนรวม ณ ขณะนี้ มันสร้างประโยชน์ให้กับส่วนรวมจริงหรือไม่ ?  แล้วความรับผิดชอบกับเงินที่เอาไป เป็นแบบไหน ?

สมมติว่าเราไปซื้อกองทุน ฝากเงินไป เราหวังการเจริญงอกงามอะไรบางอย่างขึ้นมา เราก็รู้สึกว่าเราตั้งคำถามได้ จริงๆ เรื่องนี้ไม่ต่างกันเลย เราเอาเงินไป เราก็หวังความเจริญงอกงามบางอย่างให้เกิดขึ้นกับประเทศ เขาทำตามที่มันควรจะเป็นหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ก็ทวงถาม เพราะว่าการที่เราไม่ทวงถาม หรือปล่อยให้มันเงียบไปอะ อันนี้จะเข้าทางเขา ที่อยากให้เรื่องเงียบ”

เมื่อกระบวนการตรวจสอบ และมีส่วนร่วมของประชาชนหายไป

ปัจจุบัน กระบวนการที่เราตรวจสอบ หรือสามารถจัดการกับหน่วยงาน หรือเจ้าพนักงานได้ คือการยื่นเรื่องไปยัง ปปช. ว่ามีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือการฟ้องคดีอาญา ม.157 ข้อหาเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ/ทุจริต แต่ก็ล้วนแต่เป็นกระบวนการที่ค่อนข้างยาวนาน และซับซ้อน

“ผมว่าแม้จะมีกลไกเหล่านี้ แต่เราจะสังเกตเห็นว่าการเอาผิดมันค่อนข้างยาก ความยากของมันก็คือกระบวนการยากแล้วใช้เวลานาน กลายเป็นวัฒนธรรมคนผิดลอยนวล ไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนผิดยังกินหรูอยู่สบาย ไม่เหมือนตอนจบของซีรีส์เกาหลีที่มีการลงโทษ คนผิดต้องรับผิดชอบ บ้านเรากลไลของการไม่ยอบรับเรื่องการโกง และคอร์รัปชันมันหายไป 

กลไกหนึ่งที่หายไปแน่ๆ คือการตรวจสอบภาครัฐที่เข้มข้น และอีกส่วนคือการมีส่วนร่วมของประชาชน  ถ้าเกิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับก่อน เคยมีหมวดที่เปิดว่าประชาชนสามารถเข้าชื่อเพื่อทำเรื่องขอถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระได้ แต่รัฐธรรมนูญปี 60 กลไกนี้มันถูกเอาออกไป ชัดเจนว่าสมมุติถ้าผมเป็นคนอยู่ในตำแหน่ง ผมต้องแคร์ประชาชนทำไม ในเมื่อประชาชนไม่สามารถทำอะไรผมได้อยู่แล้ว ผมว่ามันก็เลยกลายเป็นแบบเนี้ยที่ทำให้เราเกิดวัฒนธรรมคนผิดลอยนวลรึเปล่า คนทำผิดไม่ต้องรับผิดชอบ แล้วพอมันกลายมาเป็นวัฒนธรรม แสดงว่าคนก็จะรู้สึกว่าปล่อยไป สิ้นหวัง ช่างมัน ซึ่งผมว่ามันจะทำให้ประเทศยิ่งแย่ลง”

ดร.ยุทธนา จึงได้ทำแคมเปญ รวบรวมรายชื่อประชาชน เสนอแก้รัฐธรรมนูญ เรียกร้องให้วิธีการถอดถอนกระบวนการอิสระกลับมา ซึ่งขณะนี้ได้รายชื่อกว่า 8 หมื่นชื่อ และเตรียมยื่นเข้าสภา 

“เราก็พยายามหาเหตุผลว่าทำไมถึงเขาถึงเอากระบวนการนี้ออก ทั้งๆ ที่มีในรัฐธรรมนูญ 40 และ 50 และคอนเซปต์มันก็ดี ผมเลยพยายาทำเรื่อง ซึ่งจะได้มีกลไกให้เขารู้สึกเห็นหัวประชาชนบ้าง ซึ่งเวลาเราพูดถึงเรื่องของการขับเคลื่อนภาคประชาชน ก็มักมีความกลัวตามมา ครอบครัวกลัวว่าจะโดนขู่ทำอันตรายไหม หรือคนรู้จักบางคนก็บอกว่าเห็นด้วยกับสิ่งที่ผมทำ แต่ขอไม่ร่วมลงชื่อ กังวลจะมีหัญหากับหน้าที่การงาน เพราะว่านี่คือความยากที่สุดของประเทศไทย ที่เรารู้สึกว่าการแสดงออกทางการเมือง แม้ในเรื่องที่เราควรจะได้รับ ก็เป็นพื้นที่ไม่ปลอดภัย”

“ถ้าหากว่าเราเป็นคนนึงที่สามารถลองทำอะไรบางอย่างให้มันมีกลไกพวกนี้ได้ ผมว่าสิ่งที่ผมขอก็ไม่ได้เยอะแยะมากมาย แค่ขอกลไกตรวจสอบกลับมาเฉยๆ เผลอๆ ผมได้กลไกกลับมาอาจจะตรวจสอบใครไม่ได้ก็ได้ แต่ขอกลไกกลับมาก่อน แล้วถ้าประชาชนวันนั้นไม่พร้อมจะตรวจสอบ ค่อยมาว่ากัน แต่อย่างน้อยมันมีสักที่นึงก่อนให้รู้สึกว่า นี่คือสิ่งที่ควรจะเป็น ถ้าคุณบอกว่านี่คือประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ประชาธิปไตยคือประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ เจ้าของแบบใดที่ไม่มีอำนาจในการตรวจสอบการใช้เงินภาษีของประชาชนเลย”

วัฒนธรรมพ้นผิดจะหาย หากเรามีกลไก และโปร่งใส

ตึก สตง. ก็เป็นเพียงหนึ่งกรณี ที่สะท้อนปัญหาคอร์รัปชันประเทศไทย และสิ่งที่เห็นได้ชัดในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ทุกพรรคการเมืองต่างก็หาเสียงเรื่องการปราบโกง จัดการทุนเทาต่างๆ ซึ่งในความเห็นของ ดร.ยุทธนา เขามองว่าการจะจัดการกับปัญหานี้ได้คือความท้าทายของรัฐบาลชุดใหม่ และสิ่งที่รัฐบาลต้องทำ หากมีเจตจำนงค์อยากจัดการจริงๆ คือการทำให้ทุกเรื่องนั้นโปร่งใส 

“ถ้าถามว่าคอร์รัปชันกลัวเรื่องอะไร คอร์รัปชันกลัวเรื่องความโปร่งใส ทำให้โปร่งใสสิ เรื่องมันจะได้ง่าย ซึ่งคำว่าโปร่งใสเนี่ย มันคือเป็นการออกแบบระบบถูก พอมีความโปร่งใสปั๊บ มันจะเริ่มชี้ให้เห็นได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วยุคนี้ ผมว่าเป็นยุค AI ถ้าเรามีข้อมูลพร้อม มันสามารถตรวจสอบได้เลย แต่สิ่งที่มันจะยากก็คือเขาอยากโดนตรวจสอบหรือเปล่า

ผมว่าทุกวันนี้ การพยายามจะปิดอะไรให้ดำสนิท มันยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าทุกวันนี้เครื่องมือที่รัฐบาลควบคุมไม่ได้ก็มีเยอะ ทั้งโซเชียลมีเดีย เทคโนโลยี และเผลอๆ คนในระบบราชการก็อาจจะตามไม่ทันด้วย ดังนั้นอำนาจภาครัฐในการปกปิดก็จะหายไปทีละเรื่อง แต่การเป็นรัฐบาลผมว่ามีอำนาจพอสมควรกับการจัดการเรื่องความโปร่งใส ง่ายมากๆ คือเปิดให้ประชาชนหรือภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ช่วยกันดู แต่คำถามคือแรงจูงใจทางการเมือง รัฐบาลอยากให้สิ่งนี้เกิดขึ้นรึเปล่า ถ้าอยากให้เกิดขึ้นก็เปิด ถ้าไม่อยากให้เกิดขึ้นก็ปิด แล้วเราก็จะได้รู้กันว่าที่พยายามจะให้ไม่โปร่งใส มันเกิดจากเจตนาตรงไหน”

สุดท้ายแล้ว ในฐานะผู้ที่ติดตามคดีนี้มาตั้งแต่แรก ดร.ยุทธนามองว่า อยากให้คดีนี้จบลงตามที่ประชาชนคาดหวัง คือมีการลงโทษคนผิด และหน่วยงานเจ้าของตึกนั้นแสดงความรับผิดชอบ หาคนมาลงโทษแบบไม่มีการปกปิด 

“ผมว่าสิ่งที่ควรจะเป็นคือ ทำให้เป็นไปตามที่ประชาชนคาดหวังละกัน ถ้าหน่วยงานเจ้าของตึกรู้สึกเดือดร้อน ออกมาแสดงความเดือดร้อนให้เราเห็นว่าฉันเดือดร้อนกับเรื่องนี้ ฉันจะไม่ยอมให้สิ่งนี้เกิดขึ้น กำลังลากตัวอยู่ว่ามีใครยังไงบ้าง ฟังแบบนี้เราคาพอจะมีหวังอยู่บ้าง ไม่ใช่แค่พยายามรักษาภาพลักษณ์ของตัวเอง ประชาชนดูความตั้งใจอยากให้โปร่งใสออกอยู่แล้ว แต่ถ้าเขาไม่ทำคงต้องกลับมาตั้งคำถามอีกว่า ไม่อยากทำเพราะตัวเองมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือเปล่า หรือความโปร่งใสเป็นความอันตรายกับชีวิตหน้าที่การงานหรือเปล่า” ดร.ยุทธนาตั้งคำถาม

“ผมว่ามันเหมือนกับเป็นแรงดึงดูดของโลกใบนี้ สมมติว่าถ้าเกิดผมมีของ ปล่อยลงมา มันก็ต้องไหลจากที่สูงสู่ที่ต่ำ แต่ว่าคอร์รัปชันมันเกิดขึ้นมาได้ เพราะว่าพอเวลาเราปล่อยปั๊บ มันลอยขึ้นบน มันค้างอยู่กับที่ได้ด้วย มันไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเป็น พอเวลาเป็นอย่างนี้บ่อยๆ ปุ๊บ เราก็จะรู้สึกว่า อ้าว ทำผิดยังไงก็มีวิธีเอาตัวรอดได้ มันมีพลังวิเศษที่สามารถทำให้สิ่งเหล่านี้ ไม่ตก ตกไฟไม่ไหม้ได้ 

แต่ในทางกลับกันคือถ้าหากว่าเราสามารถทำให้สิ่งนี้เป็นปกติ ว่า ถ้าโกงก็ต้องรับโทษ ผิดก็ต้องรับผิดชอบสิ เอ่า เรื่องนี้มันมีการฮั้วกันหรอ มีการฮั้วกัน คนฮั้วก็ต้องโดนจัดการสิ ถ้ามีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ผมว่าโดยนิสัยมนุษย์ มันมีความเกรงกลัวกับการลงโทษอยู่แล้ว ไม่ต้องเอาเรื่องจิตสำนึกว่าฉันเป็นคนที่ดีอะไรหรือเปล่า แค่มีกลไกที่ทำให้เค้าลดแรงจูงใจที่เค้าอยากจะทำ หรือมีกลไกที่ทำให้เค้าไม่สามารถโกงได้อะ แค่มีกลไกนะ ผมว่าต่อให้เราอยากชั่วก็ชั่วยาก”

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง