รีเซต

ศึกยืดเยื้อสะเทือนชิป-อาหาร เอเชียพร้อม ?

ศึกยืดเยื้อสะเทือนชิป-อาหาร เอเชียพร้อม ?
TNN ช่อง16
20 มีนาคม 2569 ( 11:00 )

วิกฤตตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 และส่งสัญญาณยกระดับความรุนแรงขึ้นอีก โดยล่าสุด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาเตือนว่า สหรัฐฯ พร้อมทำลายแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่สุดของอิหร่าน หากอิหร่านยังเดินหน้าโจมตีกาตาร์ พร้อมระบุว่า สหรัฐฯ และกาตาร์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติ “เซาท์ พาร์ส” (South Pars) ของอิหร่าน ซึ่งเป็นปฏิบัติการของอิสราเอลฝ่ายเดียว ถึงแม้สื่อสหรัฐฯ รายงานก่อนหน้านี้ว่า รัฐบาล “ทรัมป์” รับทราบถึงการโจมตีดังกล่าว


เมื่อแหล่งก๊าซ “เซาท์ พาร์ส” ถูกโจมตีส่งผลให้อิหร่านตอบโต้ทันทีด้วยการโจมตีครั้งใหม่ทั่วภูมิภาค รวมถึง “ราส ลาฟฟัน” โรงงานผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของกาตาร์ และกรุงริยาดของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งการโจมตีระลอกใหม่ปลุกความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักด้านพลังงานครั้งใหญ่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์ยังทรงตัวเหนือระดับ 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปเพิ่มขึ้นร้อยละ 23 


อย่างไรก็ตาม ความอดทนของกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียน่าจะใกล้หมดลง สะท้อนผ่านเจ้าชายไฟซาล บิน ฟาร์ฮาน อัล ซาอุด รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย ที่ทรงเตือนว่า ความอดทนต่อการโจมตีของอิหร่านต่อซาอุดีอาระเบียและประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซียนั้นมีขีดจำกัด ซึ่งหากประเทศเหล่านี้ลุกขึ้นมาตอบโต้กลับก็นำไปสู่วิกฤตครั้งรุนแรง


ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความตึงเครียดส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิด มีเรือเพียงไม่กี่ลำที่สามารถแล่นผ่านได้ ซึ่งต้องขออนุญาตจากอิหร่านก่อน ขณะที่ “โมฮัมหมัด บาเกอร์ คาลิบาฟ” ประธานรัฐสภาอิหร่าน ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเผชิญภัยคุกคามจากบทบาทของสหรัฐฯ และอิสราเอลในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งทำให้ฮอร์มุซไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และไม่เหลือความปลอดภัยแล้ว


ข้อมูลจาก S&P Global พบว่า การขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวในตะวันออกกลางลดลง เนื่องจากสงครามดำเนินผ่านสัปดาห์ที่ 3 เบื้องต้นประเมินว่า ปริมาณการขนส่งในเดือนมีนาคมเฉลี่ยจะอยู่ที่ 10.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน เทียบกับ 18.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับระดับก่อนเกิดการปะทะเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์

การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่หยุดชะงักเป็นเวลานาน เริ่มส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ไม่ใช่แค่น้ำมันและก๊าซ รวมถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเดินทางที่เป็นด่านแรก ขณะนี้บางอุตสาหกรรมเริ่มปรากฏเค้าลางของปัญหา หนึ่งในนั้นคืออุตสาหกรรมชิป ซึ่งเผชิญความเสี่ยงจากการขาดแคลน “ฮีเลียม” ซึ่งอาจทำให้การผลิตชิปทั่วโลกชะลอตัวลง และจะกระทบต่อผู้บริโภคในวงกว้าง เนื่องจากชิปขนาดเล็กเหล่านี้ช่วยขับเคลื่อนอุปกรณ์แทบทุกอย่างตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไปจนถึงสมาร์ตโฟน ดังนั้น การขาดแคลนฮีเลียมเป็นเวลานานจะนำไปสู่ปัญหาขาดแคลนชิป และกระทบชิ่งไปถึงการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ รวมถึงแผนการตั้งศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)


ฮีเลียมถูกนำไปใช้ในหลายด้าน อาทิ การสแกน MRI การผลิตใยแก้วนำแสง งานเชื่อม การตรวจจับการรั่วไหล ใช้ในถุงลมนิรภัย รวมถึงบอลลูน สำหรับฮีเลียมที่ใช้ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ทำหน้าที่รักษาความเย็นและความสะอาด ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีสิ่งใดใช้ทดแทนฮีเลียมความบริสุทธิ์สูงสำหรับกระบวนการผลิตชิป หมายความว่าหากเกิดปัญหาขาดแคลน การผลิตชิปก็จะลดลงหรือเกิดการหยุดชะงัก 

ฮีเลียมเป็นผลพลอยได้จากการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายงานของสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐฯ (USGS) ที่เผยแพร่เมื่อต้นปี 2569 ระบุว่า มีฮีเลียมอยู่ในชั้นใต้ดินทั่วโลกประมาณ 3.13 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร โดยสหรัฐฯ มีฮีเลียมที่นำมาใช้ได้อยู่ราว 8.49 พันล้านลูกบาศก์เมตร, แอลจีเรีย 8.2 พันล้านลูกบาศก์เมตร, รัสเซีย 6.8 พันล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนกาตาร์มีฮีเลียมมากถึง 1.01 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร 


ด้านการผลิตฮีเลียม ข้อมูลพบว่า ในปี 2568 สหรัฐฯ ผลิตได้ราว 81 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามด้วยกาตาร์ที่ 63 ล้านลูกบาศก์เมตร รัสเซียที่เผชิญกับการคว่ำบาตรของสหภาพยุโรป (EU) อยู่ที่ 18 ล้านลูกบาศก์เมตร แอลจีเรียอยู่ที่ 11 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนแคนาดา 6 ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับจีนและโปแลนด์อยู่ที่ 3 ล้านลูกบาศก์เมตร


นับถึงขณะนี้ บริษัทต่าง ๆ ยังมีปริมาณฮีเลียมสำรองในคลังสินค้า ประกอบกับบางส่วนอยู่ระหว่างการขนส่งจากกาตาร์ไปยังเอเชีย จึงอาจใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์กว่าที่จะรับรู้ถึงผลกระทบจากการขาดแคลนฮีเลียม รวมถึงราคาที่น่าจะขยับสูงขึ้น 


โดยเฉพาะเมื่อความต้องการเซมิคอนดักเตอร์เพิ่มขึ้น ก็หมายความว่าความต้องการฮีเลียมเพิ่มขึ้นเช่นกัน จากการประเมินของสมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (SIA) พบว่า ยอดขายเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกในปี 2568 มีมูลค่าราว 7.91 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.6 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า หากเกิดภาวะช็อกเกี่ยวกับปริมาณฮีเลียมอย่างกะทันหันก็อาจส่งผลกระทบอย่างมากต่อการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่การผลิตฮีเลียมส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภูมิภาคที่มีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงฮีเลียมที่ใช้ในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์เฉพาะทางส่วนใหญ่มาจากตะวันออกกลางและรัสเซีย


นอกจากนี้ วิกฤตตะวันออกกลางยังอาจทำให้ราคาอาหารโลกขยับขึ้น เนื่องจากการขนส่งปุ๋ยผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ซึ่งจะผลักต้นทุนด้านการเกษตรให้สูงขึ้น และทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ซ้ำเติมจากต้นทุนด้านพลังงาน 


ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรืออังค์ถัด (UNCTAD) ระบุว่า ปุ๋ยมากกว่า 1 ใน 3 ที่ซื้อขายทั่วโลกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางสำคัญสำหรับห่วงโซ่อุปทานด้านการเกษตร อย่างไรก็ตาม การขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางนี้หยุดชะงักอย่างมากนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งจะกระทบต่อการเพาะปลูกในซีกโลกเหนือ หรือพื้นที่ทางเหนือของเส้นศูนย์สูตร ครอบคลุมทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชียเกือบทั้งหมด และบางส่วนของแอฟริกาและอเมริกาใต้ 


“ยูเนียน ฮาร์เวสต์” ผู้ผลิตปุ๋ยในมาเลเซีย เพิ่งประกาศระงับคำสั่งซื้อใหม่ เนื่องจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ ซึ่งเป็นผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เช่นเดียวกับ “FGV เฟอร์ติไลเซอร์” (FGV Fertiliser) บริษัทลูกของผู้ผลิตน้ำมันปาล์มยักษ์ใหญ่ “FGV โฮลดิ้งส์” ของมาเลเซีย ก็ระงับการขายปุ๋ยเชิงเดี่ยว (single-nutrient fertiliser) ทั้งหมด อาทิ ยูเรีย, แอมโมเนีย ซัลเฟต และโพแทสเซียม คลอไรด์ มีผลในทันที ซึ่งนี่ทำให้ราคาปุ๋ยสูงขึ้นจนอาจกระทบต่อต้นทุนการผลิตน้ำมันปาล์ม เพราะปุ๋ยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของต้นทุนการเพาะปลูก 


อุตสาหกรรมอาหารก็เริ่มเผชิญผลกระทบแล้ว อย่างกรณีของ “ยามาโยชิ เซกะ” (Yamayoshi Seika) ผู้ผลิตขนมขบเคี้ยวประเภทมันฝรั่งทอดชื่อดังของญี่ปุ่น ที่ต้องปิดโรงงานผลิตสินค้าเนื่องจากขาดแคลนน้ำมันปรุงอาหาร ซึ่งเป็นผลจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ สะท้อนถึงผลกระทบที่ชัดเจนสำหรับผู้บริโภค

ขณะที่รัฐบาลและภาคธุรกิจในเอเชียต่างก็เร่งหามาตรการรับมือวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้น โดยเอเชียเป็นภูมิภาคที่เผชิญกับผลกระทบหนักที่สุด จากข้อมูลของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ประเมินว่า น้ำมันดิบราวร้อยละ 84 และ LNG ร้อยละ 83 ที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซในปี 2567 มุ่งหน้าสู่เอเชีย โดยเฉพาะจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ครองส่วนแบ่งเกือบร้อยละ 70 ของทั้งหมด ส่วนราวร้อยละ 15 มุ่งหน้าสู่เอเชียอื่น ๆ


สำหรับอาเซียน แม้จะมีเชื้อเพลิงฟอสซิลอยู่จำนวนมาก แต่ก็ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซในสัดส่วนที่สูง ซึ่งส่วนใหญ่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ “อัลลอยเซียส โจโก เปอร์วันโต” นักเศรษฐศาสตร์จากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจอาเซียนและเอเชียตะวันออก (ERIA) ในกรุงจาการ์ตา ระบุว่า ฟิลิปปินส์ ไทย มาเลเซีย และบรูไน เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากสุด เพราะทั้ง 4 ประเทศนี้พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบมากถึงร้อยละ 60-95 แม้แต่อินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมัน ก็ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 1 ใน 3 ในส่วนของ สปป.ลาว กัมพูชา และเมียนมา เผชิญภาวะขาดแคลนหรือมีกำลังการผลิตที่จำกัด ทำให้ต้องพึ่งพาพลังงานที่ส่งออกจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ก็เผชิญแรงกดดันจากการระงับส่งออกในช่วงวิกฤต


สถาบันเศรษฐศาสตร์พลังงานและการวิเคราะห์ทางการเงิน (Institute for Energy Economics and Financial Analysis) ในสหรัฐฯ ระบุว่า “อินโดนีเซีย” มีปริมาณสำรองเชื้อเพลิงประมาณ 21-23 วัน ส่วน “ฟิลิปปินส์” มีปริมาณสำรองน้ำมัน 50-60 วัน แต่เป็นสต็อกของภาคเอกชน ทำให้รัฐบาลต้องลดภาษีสรรพสามิตสำหรับนำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ส่วนรัฐบาล “ไทย” ระบุว่า มีน้ำมันเพียงพอสำหรับใช้ 95 วัน อย่างไรก็ตาม ปริมาณสำรองฉุกเฉินในอาเซียนยังน้อยกว่าเมื่อเทียบกับเขตเศรษฐกิจเอเชียขนาดใหญ่อย่าง “ญี่ปุ่น” มีปริมาณสำรองน้ำมันนาน 254 วัน ด้าน “เกาหลีใต้” 208 วัน และ “จีน 120 วัน 

บรรดาประเทศในเอเชียต่างก็ออกมาตรการรับมือวิกฤตพลังงาน ซึ่งเป็นการรับมือในระยะสั้น อย่างใน “ฟิลิปปินส์” ที่พึ่งพาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียถึงร้อยละ 90 รัฐบาลแจกเงินสดให้แก่คนขับรถโดยสารสาธารณะ และสั่งให้หน่วยงานรัฐบาลลดการใช้ไฟฟ้าและเชื้อเพลิงลงร้อยละ 10-20 รวมถึงทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ กรณีของ “เมียนมา” รัฐบาลกำหนดให้รถวิ่งตามเลขป้ายทะเบียนแยกตาม “เลขคู่-เลขคี่” ยกเว้นรถยนต์ไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ส่วน “เวียดนาม” สนับสนุนการทำงานจากบ้าน (work from home) การใช้รถแบบทางเดียวกันไปด้วยกัน ส่งเสริมการใช้รถจักรยานและขนส่งสาธารณะ สำหรับ “ไทย” สั่งให้หน่วยงานราชการ-รัฐวิสาหกิจทำงานจากบ้าน งดดูงานต่างประเทศ สนับสนุนการประชุมออนไลน์ รวมถึงถอดสูท ใส่เสื้อผ้าบาง ๆ และตั้งแอร์ไว้ที่ 26-27 องศาเซลเซียส ในส่วน “ศรีลังกา” ประกาศหยุดงานวันพุธ และเปิดให้ซื้อน้ำมันตามเลขทะเบียน “คู่-คี่” และ “บังกลาเทศ” ใช้วิธีจำกัดเวลาขายน้ำมัน รวมถึงปิดโรงเรียน-มหาวิทยาลัยชั่วคราว เพื่อลดใช้พลังงาน


“หยู เฟิงฉี” อาจารย์ด้านวิศวกรรมระบบพลังงานแห่งมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ มองว่า การทำงานจากระยะไกลสามารถลดความต้องการใช้น้ำมันได้ เพราะส่วนใหญ่การใช้พลังงานเกิดจากการเดินทาง แต่ผลอาจจำกัด วิธีเหล่านี้มีประโยชน์สำหรับวิกฤตการณ์ระยะสั้น และจำเป็นต้องมีการวางแผนพลังงานระยะยาวควบคู่ไปด้วย

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง