ยักษ์น้ำมัน “กำไรมากไป” ผู้บริโภคอ่วม

CNBC ระบุว่า บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของโลก 5 แห่ง ได้แก่ เอ็กซ์ซอน โมบิล (Exxon Mobil), เชฟรอน (Chevron), BP, เชลล์ (Shell) และโททาลเอนเนอร์ยี่ส์ (TotalEnergies) ทำกำไรรวมกันมากถึง 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ในช่วงไตรมาส 2 เดือนเมษายน-มิถุนายนปีนี้ กรณีของ “เอ็กซ์ซอน” กวาดกำไรสุทธิไปราว 1.45 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และเป็นกำไรรายไตรมาสสูงสุดนับตั้งแต่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022 ส่วน “เชฟรอน” กำไรสุทธิ 1.22 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ด้าน “เชลล์” บริษัทน้ำมันเนเธอร์แลนด์-อังกฤษ ทำกำไร 9.8 พันล้านดอลลาร์ สำหรับ BP จากอังกฤษมีกำไรอยู่ที่ 5.7 พันล้านดอลลาร์ สูงสุดนับจากเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน และมากกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า และ “โททาลเอนเนอร์ยี่ส์” จากฝรั่งเศส ทำได้ราว 6 พันล้านดอลลาร์ โดยผลกำไรที่แข็งแกร่งดังกล่าวได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นท่ามกลางสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
ข้อมูลจาก Institute for Energy Economics and Financial Analysis (IEEFA) ระบุว่า ในช่วงเดียวกัน บริษัททั้ง 5 แห่งมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเกือบ 9 หมื่นล้านดอลลาร์ นับเป็นสถิติสูงสุดตลอดกาล และสูงกว่าเมื่อครั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครนเปิดฉาก รวมทั้งเพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกของปีนี้เกือบ 4 เท่า โดย “เอ็กซ์ซอน” มีกระแสเงินสดสูงถึง 2.35 หมื่นล้านดอลลาร์ ตามด้วย “เชฟรอน” 2.26 หมื่นล้านดอลลาร์, เชลล์ 2.14 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วน BP และ “โททาลเอนเนอร์ยี่ส์” มีเท่า ๆ กันราว 1.08 หมื่นล้านดอลลาร์
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาเตือนว่า บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้ง “เอ็กซ์ซอน” และ “เชฟรอน” ทำกำไรมากเกินไปจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นท่ามกลางสงคราม พร้อมเรียกร้องให้บริษัทปรับลดราคาน้ำมันที่หน้าปั๊มลง แต่ก็จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลชุดนี้เน้นการผ่อนปรนและให้สิทธิพิเศษแก่อุตสาหกรรมน้ำมัน นอกจากนี้ ข้อมูลจากเว็บไซต์ Politico ที่อ้างการเปิดเผยข้อมูลการเงินในปี 2025 ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ลงทุนในบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้ง 2 แห่ง โดยลงทุนราว 3-12 ล้านดอลลาร์ใน “เอ็กซ์ซอน” และลงทุน 1.25-6 ล้านดอลลาร์ ในหุ้น “เชฟรอน”
ตัวเลขกำไรของบริษัทน้ำมันที่ CNBC รายงานสอดคล้องกับการประเมินของ “เดอะ การ์เดียน” (The Guardian) ก่อนหน้านี้ โดยระบุว่า บริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ 8 แห่งของโลกทำกำไรไปมากกว่า 9.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ในไตรมาส 2 ปีนี้ ซึ่งเป็นไตรมาสที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น ประกอบกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทำให้เกิดวิกฤตคลื่นความร้อนในหลายพื้นที่ ตัวเลขกำไรดังกล่าวเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากไม่ถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
จากการประเมินของ The Guardian พบว่า บริษัทน้ำมันระดับบิ๊กทั้ง 8 แห่ง ที่รวมถึง 5 แห่งในบทวิเคราะห์ของ CNBC บวกกับอีก 3 แห่ง ได้แก่ “ซาอุดี อารามโก” (Saudi Aramco) ของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งทำกำไรสุทธิในไตรมาส 2 ปีนี้ อยู่ที่กว่า 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 34 เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แม้ว่าโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทจะได้รับความเสียหายจากการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธจากกองกำลังอิหร่านและกลุ่มฮูตี อีกบริษัท คือ “เอควินอร์” (Equinor) บริษัทพลังงานข้ามชาติรายใหญ่จากนอร์เวย์ และเอนี (Eni) จากอิตาลี โดยทั้ง 8 บริษัทยักษ์ใหญ่สามารถทำกำไรได้มากกว่า 700,000 ดอลลาร์ในแต่ละนาทีของช่วงไตรมาส 2 สำหรับมูลค่าตลาด (market cap) ของบริษัททั้งหมดก็เพิ่มขึ้นประมาณ 6 แสนล้านดอลลาร์ รวมกันอยู่ที่กว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์
บริษัทน้ำมันรายใหญ่ทั้ง 8 แห่งทำกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ของปีที่แล้ว ขณะที่ตัวเลขกำไรมหาศาลดังกล่าวได้สร้างความไม่พอใจให้กับนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเรียกร้องให้มีการเก็บภาษีลาภลอย (windfall tax) จากอุตสาหกรรมนี้อีกครั้ง เนื่องจากทำกำไรได้เพิ่มขึ้นมากเกินปกติจากปัจจัยภายนอกที่เอื้อประโยชน์ ในขณะที่ผู้บริโภคต้องแบกรับภาระค่าน้ำมันแพงขึ้น รวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมนี้ ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม รัฐบาลโปรตุเกสเพิ่งอนุมัติกฎหมายเก็บภาษีลาภลอยในอัตราร้อยละ 33 สำหรับกำไรที่บริษัทน้ำมันได้รับเพิ่มเติมเกินร้อยละ 20 ในปี 2026 เมื่อเทียบกับผลกำไรเฉลี่ยในปี 2024 และ 2025
แต่ในฝั่งของอุตสาหกรรมน้ำมันมีมุมมองที่แตกต่าง โดยสถาบันปิโตรเลียมแห่งอเมริกา (American Petroleum Institute-API) ซึ่งเป็นกลุ่มล็อบบี้ยิสต์ที่เป็นตัวแทนของบริษัทขุดเจาะน้ำมัน โรงกลั่น และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ ประมาณ 600 แห่ง ระบุว่า อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซเป็นธุรกิจที่มีวัฏจักรเศรษฐกิจ ซึ่งควรวัดผลในระยะเวลานานนับทศวรรษ ไม่ใช่รายไตรมาส ขณะที่การเก็บภาษีลาภลอยไม่ได้ช่วยเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน และไม่ได้ช่วยลดราคาน้ำมันสำหรับผู้บริโภค แต่จะเป็นการขัดขวางการลงทุนระยะยาวที่จำเป็นต่อการเพิ่มการผลิต การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเพิ่มความยืดหยุ่นให้ระบบพลังงาน
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงหลังเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ข้อมูลจาก “เคปเลอร์” บริษัทวิจัยด้านพลังงาน ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 อยู่ที่ราว 96.68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกปีนี้ที่อยู่แถว 78.38 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเพิ่มขึ้นจาก 66.71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในไตรมาส 2 ของปี 2025 อย่างมีนัยสำคัญ หมายความว่า ผู้ผลิตน้ำมัน โดยเฉพาะในส่วนที่การส่งออกไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาช่องแคบฮอร์มุซ จะได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รวมถึงความต้องการซื้อที่เพิ่มขึ้นมากจากประเทศและโรงกลั่นที่ดิ้นรนหาทางเลือกอื่นทดแทนน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง
นอกจากนี้ บริษัทน้ำมันที่มีโรงกลั่นจำนวนมาก โดยเฉพาะในประเทศตะวันตก ยังได้รับประโยชน์จากส่วนต่างกำไรจากการกลั่นที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันสำเร็จรูป (refined product) สูงขึ้น และการผลิตตึงตัวมากขึ้นจากการหยุดชะงักของน้ำมันจากตะวันออกกลาง
แต่ในทางกลับกัน ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกระทบต่อเงินในกระเป๋าของผู้คนทั่วโลก แม้แต่ในสหรัฐฯ ที่เป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ และไม่ได้พึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซมากนัก แต่ยังเชื่อมโยงกับตลาดน้ำมันโลก โดยราคาน้ำมันดิบสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของสหรัฐฯ อยู่ที่เฉลี่ย 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน สูงกว่าช่วงไตรมาสแรกราวร้อยละ 27 สำหรับราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ เฉลี่ยสูงกว่า 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งสูงกว่าราคาก่อนสงครามเกือบร้อยละ 40
จากข้อมูลของมหาวิทยาลัยบราวน์ พบว่า ครัวเรือนชาวอเมริกันต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นกว่า 7.8 หมื่นล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่เปิดฉากสงครามกับอิหร่าน และการวิเคราะห์ล่าสุดจากกลุ่มรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม Climate Power และสถาบันคลังสมอง Center for American Progress Action Fund ชี้ว่า นโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ทำให้ครัวเรือนชาวอเมริกันโดยเฉลี่ยต้องจ่ายเงินค่าน้ำมันเพิ่มขึ้น 285 ดอลลาร์
สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานแห่งสหรัฐฯ (EIA) ประเมินในรายงานล่าสุดว่า การผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางหยุดชะงักในเดือนกรกฎาคมประมาณ 5.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือมากกว่าร้อยละ 5 ของการบริโภคทั่วโลก และแม้ว่าการผลิตน้ำมันส่วนใหญ่ในตะวันออกกลางและการซื้อขายน้ำมันทั่วโลกจะฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนเกิดสงครามภายในต้นปี 2027 แต่การผลิตน้ำมันจากตะวันออกกลางราว 600,000 บาร์เรลต่อวัน จะยังคงหยุดชะงักไปจนถึงสิ้นปี 2027
EIA คาดการณ์ว่า ในปี 2026 ราคาน้ำมันดิบเบรนต์จะอยู่ที่เฉลี่ย 86.81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากที่เคยคาดไว้ที่ 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสจะอยู่ที่เฉลี่ย 80.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากที่เคยคาดไว้ที่ 76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
JPMorgan ระบุว่า ระยะเวลาของการหยุดชะงักด้านการผลิตจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางราคาน้ำมัน โดยการหยุดชะงักที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ เดือนอาจทำให้ราคาน้ำมันเบรนต์เพิ่มขึ้นประมาณ 7-8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากการหยุดชะงักกินเวลา 3 เดือน ราคาน้ำมันเบรนต์เฉลี่ยอาจแตะ 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ด้าน “โกลด์แมน แซคส์” เตือนว่า ราคาน้ำมันเบรนต์อาจพุ่งสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงหยุดชะงักต่อไป
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
