รีเซต

"ทรัมป์" สั่งลุย! ลงทุนแร่สำคัญครั้งใหญ่ ท้าชิงอำนาจจีน เกมนี้ใครจะชนะ?

"ทรัมป์" สั่งลุย! ลงทุนแร่สำคัญครั้งใหญ่ ท้าชิงอำนาจจีน เกมนี้ใครจะชนะ?
TNN ช่อง16
14 สิงหาคม 2569 ( 08:00 )

สหรัฐฯ VS จีน  ศึกชิง “แร่” สู่สงครามยุคใหม่? 


ถ้าสงครามของโลกยุคก่อนคือการแย่งชิงน้ำมัน วันนี้เกมกำลังเปลี่ยนไปสู่การแย่งชิง “แร่สำคัญ” หรือ Critical Minerals


เพราะของใกล้ตัวที่เราใช้กันทุกวัน ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงเครื่องบินรบ ล้วนต้องพึ่งพาแร่เหล่านี้


ล่าสุดสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จึงเร่งลงทุนครั้งใหญ่กว่า 3,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างกำลังการผลิตแร่สำคัญและแบตเตอรี่ในประเทศ


เป้าหมายไม่ใช่แค่สร้างงาน แต่คือการลดการพึ่งพาจีน และทำให้สหรัฐฯ มีวัตถุดิบเพียงพอทั้งสำหรับเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และความมั่นคงของประเทศ


Reuters รายงานว่า แผนดังกล่าวถูกประกาศระหว่างการพบปะผู้บริหารอุตสาหกรรมเหมืองแร่ นักลงทุน นักวิชาการ และเจ้าหน้าที่รัฐบาลกว่า 200 คน


หัวใจสำคัญคือการสร้างห่วงโซ่ให้ครบตั้งแต่ ขุดแร่ แปรรูป ผลิตวัสดุ ผลิตแบตเตอรี่และชิ้นส่วน ภายในประเทศให้ได้มากที่สุด


จึงไม่ใช่แค่นโยบายเหมืองแร่ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ


ทำไมสหรัฐฯ ต้องรีบ? เพราะจีนถือไพ่เหนือกว่า


คำถามคือ ทำไมสหรัฐฯ ถึงต้องเร่งเกมนี้?


ส่วนหนึ่งมาจากบทเรียนด้านความมั่นคงในช่วงความขัดแย้งกับอิหร่าน ซึ่งสหรัฐฯ ต้องใช้ขีปนาวุธนำวิถีและระบบสกัดกั้นทางอากาศจำนวนมาก ขณะที่การเติมคลังอาวุธให้กลับมาอยู่ในระดับเดิมอาจต้องใช้เวลาหลายปี


โจทย์จึงไม่ได้มีแค่ว่า “มีอาวุธพอหรือไม่” แต่คือ หากเกิดสงครามยืดเยื้อ สหรัฐฯ จะมีวัตถุดิบเพียงพอสำหรับผลิตอาวุธเพิ่มหรือไม่


เพราะแร่สำคัญอย่าง Rare Earths ทังสเตน เจอร์เมเนียม และสแกนเดียม ล้วนเกี่ยวข้องกับระบบนำวิถี อิเล็กทรอนิกส์ อากาศยาน และอุตสาหกรรมกลาโหม


จีนเดินเกมนี้มาก่อนแล้วหลายสิบปี


ข้อมูลจาก IEA ชี้ว่า จีนเป็นผู้ผลิตและแปรรูปแร่สำคัญรายใหญ่ของโลกหลายประเภท โดยในปี 2035 จีนมีแนวโน้มยังครองสัดส่วนมากกว่า 60% ของลิเธียมและโคบอลต์แปรรูป และราว 80% ของกราไฟต์เกรดแบตเตอรี่และ Rare Earths


นี่จึงเป็นจุดที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดว่า เกมแร่ไม่ได้วัดกันแค่ว่า “ใครมีเหมือง” แต่สำคัญกว่านั้นคือ ใครแปรรูปได้ ใครผลิตวัสดุขั้นสูงได้ และใครควบคุมห่วงโซ่ทั้งหมด


จีนมีทั้งเหมือง โรงถลุง โรงแยก วัสดุขั้นสูง แบตเตอรี่ ไปจนถึงอุตสาหกรรมรถ EV ทำให้สหรัฐฯ ไม่สามารถสร้างระบบแบบเดียวกันขึ้นมาใหม่ได้ในเวลาไม่กี่ปี


3 พันล้านดอลลาร์ ไม่ใช่แค่เงินลงทุน แต่คือการสร้างระบบใหม่


เงินก้อนกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์ของสหรัฐฯ จึงต้องมองให้ไกลกว่าตัวเลข เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเร่งสร้างทั้งเหมือง โรงงาน และคลังสำรองแร่สำคัญไปพร้อมกัน


หนึ่งในโครงการใหญ่คือการสนับสนุน Sila Nanotechnologies ด้วยสินเชื่อแบบมีเงื่อนไขประมาณ 1,400 ล้านดอลลาร์ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุสำหรับแบตเตอรี่


อีกประมาณ 400 ล้านดอลลาร์ สนับสนุน Sunrise Energy Metals สำหรับโครงการสแกนเดียม และราว 150 ล้านดอลลาร์ให้ Niron Magnetics พัฒนาแม่เหล็กที่ช่วยลดการพึ่งพา Rare Earths


นอกจากนี้ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งสหรัฐฯ ยังอนุมัติสินเชื่อรวม 58 ล้านดอลลาร์ให้บริษัทด้านทรัพยากร 3 แห่ง ได้แก่ Westwater Resources, Global Advanced Metals และ 5E Advanced Materials


พร้อมกันนี้ สหรัฐฯ ยังเดินหน้าสร้างคลังสำรอง Critical Minerals มูลค่าประมาณ 12,000 ล้านดอลลาร์


ทั้งหมดสะท้อนว่า วอชิงตันไม่ได้มองแร่สำคัญเป็นเพียงสินค้าโภคภัณฑ์อีกต่อไป แต่กำลังมองว่าเป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางยุทธศาสตร์” ของประเทศ



ทำไมเรื่องนี้ถึงกระทบคนไทย?


หลายคนอาจคิดว่า เรื่องเหมืองในสหรัฐฯ เป็นเรื่องไกลตัว แต่จริงๆ แล้วใกล้ตัวกว่าที่คิด


เพราะแร่สำคัญอยู่ในสินค้าที่เราใช้แทบทุกวัน ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ แบตเตอรี่ ระบบไฟฟ้า กังหันลม ไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์สำหรับ AI


ถ้าต้นทางของ Supply Chain สะดุด วัตถุดิบก็มีโอกาสแพงขึ้น เมื่อวัตถุดิบแพง ต้นทุนการผลิตก็เพิ่ม และท้ายที่สุดต้นทุนก็อาจส่งต่อมายังราคาสินค้าที่ผู้บริโภคต้องจ่าย


ดังนั้น “สงครามแร่” แม้จะเริ่มต้นจากการแข่งขันของมหาอำนาจ แต่ผลกระทบสามารถเดินทางมาถึงผู้บริโภคทั่วโลก รวมถึงคนไทยได้


AI ก็หนี “สงครามแร่” ไม่พ้น


อีกเรื่องที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงคือ แม้แต่ AI ก็ได้รับผลกระทบจากเกมนี้ เพราะ AI ไม่ได้อยู่แค่บนหน้าจอ เบื้องหลังการทำงานของ AI ต้องมี Data Center ซึ่งต้องใช้เซิร์ฟเวอร์ ชิป สายไฟ ระบบระบายความร้อน ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า ทั้งหมดต้องใช้โลหะและแร่จำนวนมาก


นี่ทำให้การแข่งขันด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ไม่ได้มีแค่เรื่องชิปหรือเทคโนโลยี แต่ยังรวมถึงการเข้าถึงวัตถุดิบที่จำเป็นต่อการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ด้วย


พูดง่ายๆ คือ ในโลกที่ AI กำลังโตอย่างรวดเร็ว ใครควบคุมวัตถุดิบสำคัญได้ ก็มีแต้มต่อในการสร้างเทคโนโลยีแห่งอนาคต

แล้วไทยจะได้อะไรจากเกมนี้?


คำถามสำคัญที่สุดสำหรับไทยคือ ถ้าสหรัฐฯ กับจีนกำลังแย่งกันคุมเกมแร่ ประเทศไทยจะอยู่ตรงไหน?


และคำตอบ คือ นี่อาจเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาส


ไทยมีฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนอุตสาหกรรมอยู่แล้ว ขณะเดียวกันไทยกับสหรัฐฯ ก็มีความร่วมมือด้าน Critical Minerals เพื่อกระจายห่วงโซ่อุปทาน ครอบคลุมตั้งแต่การสำรวจ การสกัด การแปรรูป การรีไซเคิล ไปจนถึงการสร้างมูลค่าเพิ่ม


โอกาสจึงไม่ได้อยู่แค่การหาแร่เพิ่ม แต่คือการทำให้ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่ที่มีมูลค่าสูงขึ้น เริ่มจากการมีแร่ การแปรรูป วัสดุขั้นสูง ชิ้นส่วน แบตเตอรี่ และพัฒนาเทคโนโลยี ยิ่งไทยขยับขึ้นไปได้มากเท่าไร มูลค่าที่เกิดขึ้นในประเทศก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นตามไปด้วย


ศึกนี้ใครจะกุมอำนาจโลก?


สงครามแร่ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนยังอีกยาวไกล และคำตอบว่าใครจะเป็นผู้ชนะยังไม่ชัดเจน แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ แร่สำคัญกำลังกลายเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์ไม่ต่างจากน้ำมันในอดีต


สหรัฐฯ กำลังเร่งสร้างห่วงโซ่ของตัวเอง ขณะที่จีนยังมีความได้เปรียบจากระบบการผลิตและการแปรรูปที่สร้างมานานหลายสิบปี สำหรับไทย เกมนี้จึงไม่ควรมองแค่ว่า “มหาอำนาจกำลังแข่งกัน”


แต่ต้องถามต่อว่า ไทยจะเข้าไปอยู่ตรงไหนของห่วงโซ่นี้ เพราะหากยังขายเพียงวัตถุดิบ โอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มก็จะจำกัด แต่ถ้าสามารถก้าวขึ้นไปสู่การแปรรูป วัสดุขั้นสูง ชิ้นส่วน และเทคโนโลยีได้ “สงครามแร่” ก็อาจกลายเป็นโอกาสใหม่ของเศรษฐกิจไทย

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง