เปิดโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ กระทบราคาขายปลีกมากน้อยแค่ไหน?

เปิดโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ กระทบราคาขายปลีกมากน้อยแค่ไหน?
TNN ช่อง16
1 ตุลาคม 2564 ( 08:31 )
87
เปิดโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ กระทบราคาขายปลีกมากน้อยแค่ไหน?

หลายคนน่าจะพอได้ข่าวกันบ้างแล้วว่า กระทรวงการคลังได้นำเสนอให้มีการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อราคาจำหน่ายบุหรี่และการแข่งขันในตลาด แม้ว่าหลักๆแล้วกรมสรรพสามิตต้องการรื้อโครงสร้างภาษีเพื่อมาแก้ไขปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีต  

 

 

โดยแนวคิดการนำโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่มาใช้ เป็นการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต และคาดว่าจะตอบโจทย์ใน 4 เรื่องหลัก คือ ด้านสาธารณสุข ด้านเกษตรกร ที่ผู้ปลูกใบยาสูบ จะต้องได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ด้านรายได้ของรัฐบาลจะต้องไม่ลดลง และด้านการดูแล บริหารจัดการบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ปลอม ซึ่งโดยภาพรวมภาระภาษีบุหรี่จะปรับเพิ่มขึ้น 

 

ล่าสุด ได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา การปรับอัตราภาษีบุหรี่ใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 30 ก.ย.2564( วันนี้)  หลังจากที่ก่อนหน้านี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2564 ได้เห็นชอบการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และอัตราภาษีบุหรี่ใหม่นี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ต.ค. 2564 นี้เป็นต้นไป  ซึ่งจะส่งผลให้ราคาขายปลีกบุหรี่ ขยับขึ้นอีกซองละประมาณ  6-8 บาท 

 

 

 

นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่าในปัจจุบันโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบจัดเก็บภาษีตามมูลค่า 2 อัตรา คือ 20% และ 40% ของราคาขายปลีกแนะนำซองละไม่เกิน 60 บาท และที่เกิน 60 บาท และจัดเก็บภาษีตามปริมาณ 1.20 บาทต่อมวน โดยในวันที่ 1 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป จะจัดเก็บภาษีตามมูลค่าอัตราเดียว คือ 40% และภาษีตามปริมาณ 1.20 บาทต่อมวน และยาเส้นจะมีอัตราภาษีตามมูลค่าร้อยละ 0 และภาษีตามปริมาณ 0.10 บาทต่อกรัม  

 

 

แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่ออุตสาหกรรมยาสูบโดยเฉพาะเกษตรกรผู้เพาะปลูกใบยาสูบ ดังนั้น เพื่อเป็นการฟื้นฟูเยียวยาจากการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว และให้มีระยะเวลาในการปรับตัวเพื่อรองรับกับโครงสร้างภาษีบุหรี่ซิกาแรตตามมูลค่าแบบอัตราเดียวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จึงมีความจำเป็นต้องกำหนดโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบใหม่และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ ดังนี้  

 

 

1. อัตราภาษีบุหรี่ซิกาแรต จัดเก็บภาษีตามมูลค่า 25% ของราคาขายปลีกแนะนำ  ซองละไม่เกิน 72 บาท และ 42% ของราคาขายปลีกแนะนำที่เกินซองละ 72 บาท และจัดเก็บภาษีตามปริมาณ 1.25 บาทต่อมวน  

 

 

2. อัตราภาษียาเส้นที่มีปริมาณการผลิตไม่เกิน 12,000 กิโลกรัมต่อปี จัดเก็บอัตราภาษีตามปริมาณที่ 0.025 บาทต่อกรัม และยาเส้นที่มีปริมาณการผลิตเกิน 12,000 กิโลกรัม จัดเก็บอัตราภาษีตามปริมาณที่ 0.10 บาทต่อกรัม  

 

 

โครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบใหม่คาดว่าจะลดการบริโภคยาสูบได้ประมาณร้อยละ 2 - 3 และการปรับเพิ่มชั้นราคาบุหรี่ซิกาแรต (Threshold) ทำให้ตลาดบุหรี่ซิกาแรตมีการแข่งขันด้านราคามากขึ้นเป็นการเพิ่มโอกาสรับซื้อใบยาสูบจากเกษตรกรเพิ่มขึ้น อีกทั้ง โครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบใหม่ทำให้ภาครัฐสามารถจัดเก็บรายได้ภาษีเพิ่มขึ้นประมาณ 3,500-4,500 ล้านบาทต่อปี แต่อาจทำให้มีสินค้ายาสูบหนีภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งกรมสรรพสามิตจะดำเนินการปราบปรามอย่างเข้มงวดต่อเนื่องโดยจัดตั้งศูนย์ปราบปรามสินค้าออนไลน์ นอกจากนี้ ประชาชนยังสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดและตรวจสอบความถูกต้องของสินค้าที่ซื้อได้ด้วยตนเอง โดยใช้ Smartphone สแกน QR code บนดวงแสตมป์ รายละเอียดของสินค้าและข้อมูลการชำระภาษีก็จะปรากฏขึ้นมาทันที หรือหากพบการกระทำผิดจากการจำหน่ายสินค้ายาสูบ สามารถแจ้งผ่านสายด่วนกรมสรรพสามิต 1713  

 

 

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคกรมสรรพสามิตได้ประสานไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรมสรรพากร กรมการค้าภายใน เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสในการขึ้นราคาจำหน่ายอีกด้วย นอกจากนี้ กรมสรรพสามิตได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น ระบบการติดตามและแกะรอย (Tracking and Tracing) และ E-Stamp เป็นต้น เข้ามาช่วยในการป้องกันสินค้ายาสูบที่หนีภาษีและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตยาสูบ 

 

 

อธิบดีกรมสรรพสามิตกล่าวทิ้งท้ายว่า คณะรัฐมนตรียังได้เห็นชอบในหลักการโครงการ   ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะปลูกยาสูบและผู้บ่มอิสระที่ได้รับผลกระทบจากการลดปริมาณการรับซื้อใบยาสูบของการยาสูบแห่งประเทศไทยฤดูการผลิต 2562/2563 โครงการดังกล่าวจะใช้งบประมาณจำนวน 159.59 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้เพาะปลูกยาสูบและผู้บ่มอิสระประมาณ 14,200 ราย ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตจะประสานการยาสูบแห่งประเทศไทยและสำนักงบประมาณ เพื่อจ่ายเงินชดเชยให้แก่เกษตรกรผู้เพาะปลูกยาสูบและผู้บ่มอิสระต่อไป

 

 

ก่อนหน้านี้นายภาณุพล รัตนกาญจนภัทร ผู้ว่าการ การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) กล่าวว่า ถ้ามีการปรับขึ้นภาษี ยสท.ก็ต้องปรับราคาขายขึ้นตาม เพื่อให้อยู่ได้ ส่วนจะปรับเท่าไหร่ต้องรอดูโครงสร้างภาษีที่ชัดเจนจากกรมสรรพสามิต  หลังกฎหมายมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2564นี้  และยังต้องนำผลเข้าหารือกับคณะกรรมการด้านราคา ของ ยสท. อีกครั้ง  แต่ก็ไม่ได้ห่วงว่า ผลจากการขึ้นภาษีจะทำให้แข่งขันกับบุหรี่นอกลำบาก แต่ห่วงเรื่อง บุหรี่เถื่อน ซึ่งจะเพิ่มขึ้นกระฉูด โดยที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นกว่า 20% แล้ว รวมทั้งการสูบยาเส้นที่ มีผลต่อสุขภาพมากกว่า เพิ่มขึ้นจาก 1 หมื่นล้านมวน เป็น 3.7 หมื่นล้านมวนต่อปี  ขณะเดียวกันยังอยู่ระหว่างศึกษา ผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือ Fighting Brand ที่มีราคาต่ำ เพื่อสร้างรายได้ แต่ก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบ โดยเฉพาะผลกระทบทางสังคม และ สาธารณสุข

 

ที่มา : พีอาร์กรมสรรพสามิต , พีอาร์กระทรวงการคลัง

ภาพประกอบ : AFP 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง