ย้อนคดีการเมือง 20 ปี ความผิดใดได้นิรโทษกรรมจาก พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข 2569 ?

พรบ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข หรือการนิรโทษกรรมทางการเมือง มีผลบังคับใช้แล้ว หลังราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ออกมา แต่กฎหมายที่หลายฝ่ายมองว่า จะบรรเทาความขัดแย้งทางการเมืองไทย และสร้างสันติสุขนั้น ให้เกณฑ์ใครได้รับการนิรโทษกรรมบ้าง และการที่ให้แค่บางความผิดนิรโทษได้ แต่บางความผิดนั้นยังต้องรับโทษ จะสร้างสันติสุขได้จริงหรือไม่
พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีผลใช้บังคับอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันนี้ หรือ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2569 โดยตามเจตนารมณ์หลักของพระราชบัญญัตินี้ ระบุว่าผู้ที่สมควรได้รับสิทธิ์เข้าข่ายการนิรโทษกรรมคือ
ประชาชนหรือบุคคล ที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง หรือร่วมแสดงออกทางการเมือง และการกระทำดังกล่าวต้องมี มูลเหตุสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมือง หรือมี แรงจูงใจทางการเมือง โดยเป็นการกระทำโดย เจตนาบริสุทธิ์เพื่อประโยชน์ส่วนรวม หรือแสดงความเห็นต่างทางความคิดเพื่อเรียกร้องต่อรัฐบาล มิใช่ทำไปด้วยเจตนาชั่วร้ายทางอาญาหรือเพื่อหวังประโยชน์ส่วนตน
สำหรับกรอบเวลาที่กฎหมายครอบคลุมนั้น ต้องเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นวันที่สภามีมติรับหลักการร่างกฎหมายสามฉบับ
แล้ว พรบ.นี้ ครอบคลุมความผิดอะไรบ้าง ?
ความผิดที่ได้รับการนิรโทษกรรมครอบคลุม 42 ฐานความผิด แบ่งออกเป็น
ความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ตามฉบับปี พ.ศ. 2541, 2550, และ 2561 รวมถึงความผิดตาม พ.ร.ป. คณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยมีเงื่อนไขสำคัญว่าความผิดนั้น ต้องไม่เกี่ยวพ้นกับการทุจริตเลือกตั้ง หรือการกระทำที่ไม่เป็นธรรม
ความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง: เฉพาะความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามมาตรา 31
ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา:
ความผิดต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เช่น ความผิดฐานกบฏ (มาตรา 113, 114) ความผิดฐานยุยงปลุกปั่น (มาตรา 116 ถึง 118) และความผิดฐานก่อการร้าย (มาตรา 135/1, 135/2, 135/3) ความผิดต่อเจ้าพนักงานและกระบวนการยุติธรรม เช่น การขัดขวาง ดูหมิ่น หรือการช่วยเหลือผู้กระทำความผิด (มาตรา 136-140, 167, 184)
ความผิดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและการมั่วสุมก่อความวุ่นวาย (มาตรา 215, 216)
ความผิดต่อเสรีภาพ บุกรุก และทำลายทรัพย์สิน เช่น การกักขังหน่วงเหนี่ยว (มาตรา 310) ความผิดฐานหมิ่นประมาท (มาตรา 326, 328) ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358-360) และความผิดฐานบุกรุก (มาตรา 362-365) รวมถึงความผิดลหุโทษต่าง ๆ
ความผิดตามกฎหมายพิเศษที่ใช้ควบคุมฝูงชนและการบริหารประเทศ: เช่น พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ), พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558, และพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551
ความผิดตามกฎหมายทั่วไปที่เกิดขึ้นร่วมในการแสดงออก: เช่น พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์, พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ, พ.ร.บ.จราจรทางบก, พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง, พ.ร.บ.โบราณสถานฯ, และ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ
ประกาศและคำสั่งคณะรัฐประหาร: รวมถึงประกาศและคำสั่งของ คมช., คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช.
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ครอบคลุม
คดีทุจริต หรือประพฤติมิชอบ
การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
คดีถึงแก่ชีวิต, ความผิดที่เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ตามมาตรา 297 และความผิดต่อส่วนตัว ต่อบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ
สำหรับผู้ที่เข้าเกณฑ์ได้รับการนิรโทษกรรมนั้น ผลสัมฤทธิ์ทางกฎหมาย คือพ้นมลทิน พ้นจากความรับผิดโดยสิ้นเชิง ทั้งทางแพ่งและทางอาญา เสมือนไม่เคยต้องคำพิพากษามาก่อน หรือหากคดีอยู่ระหว่างสอบสวนหรือพิจารณา ให้ระงับและจำหน่ายคดีออกจากสาระบบทันที
ใครเป็นผู้ตัดสิน? กลไกและบทบาทของ "คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข"
กฎหมายกำหนดให้จัดตั้ง "คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข" ขึ้นทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางที่มีอำนาจพิจารณาชี้ขาดและคัดกรองว่าผู้ร้องขอรายใดเข้าข่ายได้รับสิทธินิรโทษกรรม คณะกรรมการชุดนี้ประกอบด้วยบุคคลรวม 9 คน ดังนี้:
นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็น ประธานกรรมการ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็น รองประธานกรรมการ
ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็น กรรมการ
เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็น กรรมการ
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน ด้านกฎหมาย สิทธิมนุษยชน หรือกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมาจากการเสนอชื่อและเห็นชอบของ 3 ฝ่าย ได้แก่ วิปรัฐบาล (1 คน), วิปฝ่ายค้าน (1 คน) และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (1 คน)
ผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรภาคประชาสังคม 1 คน ด้านการจัดการความขัดแย้ง ซึ่งเสนอชื่อโดยประธานสภาผู้แทนราษฎร
ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็น กรรมการและเลขานุการ
หากรับโทษอยู่ตามคำพิพากษา ให้การลงโทษสิ้นสุดลงและปล่อยตัวทันที แต่ผู้ต้องหาทางการเมืองเหล่านี้จะไม่มีสิทธิ์เรียกร้องค่าเสียหาย หรือค่าชดเชยใด ๆ จากหน่วยงานของรัฐ
โดยผู้ที่ได้รับการนิรโทษส่วนใหญ่นั้น หลายคนคือผู้ชุมนุม แกนนำในคดีพันธมิตร หรือเสื้อเหลือง และ กปปส. รวมถึงคดีปิดสนามบิน 2551 ที่ศาลยกฟ้องไปแล้ว และล้มเลือกตั้ง ปี 2557 ไปถึงคดีการชุมนุมเยาวชนในปี 64 บางคดี
แต่ถึงอย่างนั้น จากการรวบรวมของ iLaw พบว่ายังมีนักโทษทางการเมืองอีกกว่า 34 ราย จากคดี ม.112 ที่ยังไม่ได้รับการนิรโทษกรรมด้วย จนนำมาสู่คำถามของหลายฝ่ายว่า หากไม่นับรวมทุกคดี รวมไปถึงเยาวชนที่ต่ำกว่า 18 ปี ในคดี ม.112 เองก็ไม่ได้รับการยกเว้นแล้วนั้น จะเป็นการสร้างาสันติสุข และสังคมที่ปรองดอง ได้จริงหรือไม่ ?
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
