"กรีนแลนด์" ดินแดนที่ "ทรัมป์" อยากได้ ไม่ขายก็พร้อมบุกยึด? สหรัฐฯ ต้องการอะไรกันแน่

"กรีนแลนด์" ดินแดนที่ "ทรัมป์" อยากได้ ไม่ขายก็พร้อมบุกยึด? สหรัฐฯ ต้องการอะไรกันแน่
ทำไมทรัมป์ ถึงต้องการ "กรีนแลนด์" ดินแดนแห่งนี้มีอะไรซ่อนอยู่ และไม่ใช่ครั้งแรกที่สหรัฐฯอยากจะเป็นเจ้าของเกาะแห่งนี้ เรื่องราวเช่นนี้เกิดขึ้นมาหลายครั้ง ตั้งแต่การเข้าไปตั้งฐานทัพ รวมไปถึงการขอซื้อเกาะ ที่ไม่สำเร็จสักครา
ทั่วโลกกำลังจับตาไปที่ "กรีนแลนด์" อีกครั้ง หลังจากที่ทางการสหรัฐฯ ได้ออกมาประกาศว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กำลังหาทางและทำทุกวิถีทางเพื่อครอบครองกรีนแลนด์ให้ได้ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การยื่นข้อเสนอซื้อเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าจะรวมไปถึงโอกาสที่รัฐบาลของทรัมป์ จะออกคำสั่งให้ใช้กำลังทางทหารเข้าบุกยึดครองด้วยเช่นกัน
ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน ทรัมป์ได้ออกคำสั่งให้กองทัพสหรัฐฯเปิดปฏิบัติการจู่โจมเวเนซุเอลา และบุกไปจับตัวผู้นำอย่างประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร บินมาดำเนินคดีถึงสหรัฐฯ ได้สำเร็จ โดยกล่าวอ้างข้อหาเรื่องยาเสพติดและการก่อการร้าย พร้อมกับบอกว่าตนเองหรือสหรัฐฯ ได้เข้าไปควบคุมบริหารประเทศเวเนซุเอลา จนกว่าจะมีการเปลี่ยนผ่านที่ปลอดภัยและรอบคอบ และรวมไปถึงการส่งบริษัทอเมริกันกลับเข้าไปดำเนินการผลิตน้ำมันในเวเนซุเอลาอีกครั้ง โดยอ้างว่าเป็นการหารายได้เพื่อฟื้นฟูประเทศ พร้อมถูกตั้งคำถามจากหลายฝ่ายว่าเป็นการเข้าไปฮุบผลประโยชน์หรือไม่ เพราะเวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก และมีทรัพยากรมีค่าอีกหลายอย่าง รวมไปถึงทองคำ และแร่ยุทธศาสตร์โลก
ดังนั้นการประกาศอยากได้กรีนแลนด์ในรอบนี้ของทรัมป์ จึงถูกมองว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดความเคลื่อนไหวจริง โดยโฆษกของทำเนียบข่าว ระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า การครอบครองกรีนแลนด์เป็นภารกิจเร่งด่วนด้านความมั่นคงระดับชาติของสหรัฐฯ และมีความสำคัญยิ่งต่อการสกัดกั้นข้าศึกในภูมิภาคอาร์กติก และทรัมป์เคยกล่าวถึงกรณีที่มีเรือรัสเซียและจีนในน่านน้ำใกล้เกาะ ถือเป็นตัวอย่างของภัยคุกคามที่ต้องเฝ้าระวัง โดยระบุว่าการมีอำนาจเหนือกรีนแลนด์จะช่วยสหรัฐฯ ควบคุมเส้นทางเดินเรือและสมดุลอำนาจในภูมิภาคอาร์กติกไว้ได้
คำถามสำคัญ : ทำไมต้องเป็น "กรีนแลนด์" ดินแดนนี้อยู่ตรงไหน สำคัญอย่างไร ?
กรีนแลนด์เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ไม่ใช่ทวีป มีพื้นที่ราว 2.16 ล้านตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ระหว่างทวีปอเมริกาเหนือกับยุโรปในเขตอาร์กติก และมีประชากรเพียงประมาณ 56,000–57,000 คน โดยกว่า 80% ของพื้นที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็ง แม้ประชากรจะเบาบาง แต่กรีนแลนด์กลับมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์สูงอย่างยิ่ง ทั้งในด้านการทหาร เส้นทางเดินเรือ ทรัพยากรธรรมชาติ และบทบาทในระบบป้องกันประเทศของโลกตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา
คำถาม : ตอนนี้ "กรีนแลนด์" เป็นของใคร
ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ กรีนแลนด์เป็นดินแดนกึ่งปกครองตนเองภายใต้ราชอาณาจักรเดนมาร์ก โดยเดนมาร์กยังคงดูแลด้านการต่างประเทศและการป้องกันประเทศ ขณะที่รัฐบาลกรีนแลนด์มีอำนาจควบคุมนโยบายภายในประเทศ รวมถึงการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของตนเอง ภายใต้พระราชบัญญัติการปกครองตนเองปี 2009 ซึ่งเปิดทางให้กรีนแลนด์มีสิทธิลงประชามติแยกเอกราชในอนาคตได้
เศรษฐกิจของกรีนแลนด์พึ่งพาการประมงเป็นหลัก โดยคิดเป็นประมาณ 90% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ขณะที่เงินอุดหนุนจากรัฐบาลเดนมาร์กมีสัดส่วนราว 20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)
นอกจากนี้ กรีนแลนด์ยังถูกจับตามองเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ เพราะมีทั้งยูเรเนียม เหล็ก สังกะสี ตะกั่ว ทองคำ แพลทินัม รวมถึงศักยภาพด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะการมองหาแร่หายาก (rare earth elements) ซึ่งมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงยุคใหม่ โดยรายงานหลายฉบับระบุว่า กรีนแลนด์อาจเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีแร่หายากที่ยังไม่ได้พัฒนามากที่สุดในโลก
ความสนใจของสหรัฐอเมริกาต่อกรีนแลนด์ไม่ใช่เรื่องใหม่ สหรัฐฯ ฝันถึงกรีนแลนด์ มายาวนาน และเคยพยายามขอซื้อกรีนแลนด์มาแล้วหลายครั้ง
ย้อนกลับไปตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐฯ ได้ส่งกองกำลังเข้าประจำการบนเกาะ หลังนาซีเยอรมนียึดครองแผ่นดินใหญ่ของเดนมาร์ก โดยก่อตั้งฐานทัพและสถานีวิทยุหลายแห่งบนเกาะ
หลังสงคราม ฐานทัพสหรัฐฯ ก็ยังคงตั้งอยู่อย่างต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะฐานทัพอากาศทูเล ซึ่งปัจจุบันนี้ใช้ชื่อว่า Pituffik Space Base (ฐานอวกาศปิตูฟฟิก) ทำหน้าที่เป็นศูนย์เตือนภัยขีปนาวุธ ระบบติดตามอวกาศ และการป้องกันทางอากาศของสหรัฐฯ และนาโต ฐานแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดของระบบป้องกันประเทศสหรัฐฯ เนื่องจากเส้นทางที่สั้นที่สุดของขีปนาวุธจากรัสเซียมายังทวีปอเมริกาเหนือจะต้องผ่านอาร์กติกและกรีนแลนด์
ข้อตกลงด้านการป้องกันประเทศระหว่างสหรัฐฯ และเดนมาร์กในปี 1951 เปิดทางให้สหรัฐฯ มีสิทธิสร้างและบำรุงรักษาฐานทัพบนกรีนแลนด์ ซึ่งยังคงเป็นกรอบความร่วมมือด้านความมั่นคงมาจนถึงปัจจุบัน
แม้แนวคิดเรื่องการผนวกกรีนแลนด์จะถูกพูดถึงมากในยุคทรัมป์ แต่ในความเป็นจริง สหรัฐอเมริกาเคยพยายาม “ซื้อ” กรีนแลนด์มาแล้วหลายครั้งในประวัติศาสตร์
ความพยายามครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1867 หลังสหรัฐฯ ซื้ออะแลสกาจากรัสเซีย วิลเลียม เอช. ซีเวิร์ด รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ในขณะนั้น ได้หารืออย่างไม่เป็นทางการเกี่ยวกับการซื้อกรีนแลนด์และไอซ์แลนด์จากเดนมาร์ก แต่การเจรจาไม่ประสบความสำเร็จ
ถัดมาในปี 1946 เมื่อสหรัฐฯ เสนอซื้อกรีนแลนด์จากเดนมาร์กด้วยเงิน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในรูปทองคำ จากความกังวลของสหรัฐฯ ต่อภัยคุกคามจากสหภาพโซเวียตในช่วงต้นสงครามเย็น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเดนมาร์กปฏิเสธข้อเสนอโดยยืนยันอธิปไตยเหนือดินแดนดังกล่าว
หลังจากนั้นแนวคิดนี้ก็กลับมาเป็นข่าวดังอีกครั้งในปี 2019 ในยุคของประธานาธิบดีทรัมป์ 1.0 มีการเสนอไอเดียเรื่องการซื้อกรีนแลนด์อย่างเปิดเผย แต่ทางการของเดนมาร์กและรัฐบาลกรีนแลนด์ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า “กรีนแลนด์ไม่ได้มีไว้สำหรับขาย” และยกเลิกการเยือนอย่างเป็นทางการของทรัมป์ในขณะนั้น
กระทั่งล่าสุดปีนี้ 2026 ยุคของทรัมป์ 2.0 ทรัมป์ก็ยังไม่อาจละทิ้งความฝันเดิม และได้การออกมาประกาศว่าสหรัฐฯกำลังหาทางยึดครองกรีนแลนด์อีกครั้ง
ด้านรัฐบาลเดนมาร์กก็ออกมาตอบโต้ทันทีอีกครั้ง โดยระบุว่าสหรัฐฯ ไม่มีสิทธิผนวกดินแดนใด ๆ ภายใต้ราชอาณาจักรเดนมาร์ก และแนวคิดดังกล่าวขัดต่อหลักอธิปไตยและกฎหมายระหว่างประเทศ
ด้านนายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ ย้ำว่าอนาคตของเกาะต้องถูกกำหนดโดยชาวกรีนแลนด์เอง พร้อมระบุว่าการควบคุมโดยสหรัฐฯ เป็นเพียง “แนวคิดที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางการเมือง”
รวมไปถึงสหภาพยุโรปและองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต : NATO) ได้ออกแถลงการณ์ ย้ำว่ากรีนแลนด์เป็นของประชาชนกรีนแลนด์ การตัดสินใจใด ๆ เกี่ยวกับอนาคตของกรีนแลนด์ เป็นเรื่องของเดนมาร์กและกรีนแลนด์เท่านั้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
