ส่องหุ้น IPO ยักษ์ใหญ่ SCGP ผู้นำตลาดบรรจุภัณฑ์ครบวงจร

ส่องหุ้น IPO ยักษ์ใหญ่ SCGP ผู้นำตลาดบรรจุภัณฑ์ครบวงจร
ทันหุ้น
18 กันยายน 2563 ( 11:30 )
146
ส่องหุ้น IPO ยักษ์ใหญ่ SCGP ผู้นำตลาดบรรจุภัณฑ์ครบวงจร

ทันหุ้น-สู้โควิด : บล.โนมูระ พัฒนสิน ได้ออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP โดยคาดว่าจะเสนอขายหุ้น IPO อยู่ในช่วงปลาย ก.ย.นี้  แต่ยังไม่ประกาศราคาจอง คาดว่าหุ้นจะเข้าจดทะเบียนใน SET ช่วง ต.ค. 2563 ฝ่ายวิจัยฯ ได้ประเมินมาร์เก็คแคปเหมาะสมผ่านประมาณการของ SCC ของฝ่ายวิจัยโนมูระ พัฒนสิน จะอยู่ที่ราว 1.7 แสนล้านบาท หรือราว 38.4 บาทต่อหุ้น ซึ่งยังไม่รวม upside จากการขยายกำลังการผลิต ประมาณราว 5.8 บาทต่อหุ้น

 

SCGP เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นผู้ประกอบการบรรจุภัณฑ์กระดาษรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สุดในกระดาษบรรจุภัณฑ์ลูกฟูกในไทย มีส่วนแบ่งทางการตลาดถึง 50% โดย ณ วันที่ 30 มิ.ย.2563 มีโรงงานผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์, บรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูก ในประเทศไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ กำลังการผลิตรวม 4.0 และ 1.1 ล้านตันต่อปี 

 

ทั้งนี้ SCGP จะเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 1,296.68 ล้านหุ้น พาร์ 1 บาท แบ่งเป็นขายให้ประชาชนทั่วไป 955.59 ล้านหุ้น , ขายให้ผู้ถือหุ้น SCC 169.13 ล้านหุ้น, ขายให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยเดิมของ SCGP 2.82 ล้านหุ้น และจัดสรรหุ้นส่วนเกิน 169.13 ล้านหุ้น 

 

โครงสร้างรายได้ในครึ่งปีแรก แบ่งออกเป็นสายบรรจุภัณฑ์ครบวงจรราว 84% (แบ่งย่อยเป็น บรรจุภัณฑ์จากเยื่อและกระดาษ, Fiber-based packaging 25%, กระดาษบรรจุภัณฑ์, Packaging paper 51%, บรรจุภัณฑ์จากวัสดุสมรรถนะสูงและโพลิเมอร์, performance & polymer 8%) และสายเยื่อและกระดาษ /Fibrous chain ราว 16%

 

**มองมีความน่าสนใจ

 

ฝ่ายวิจัยฯ มองว่าหุ้น SCGP มีความน่าสนใจ เพราะคาดธุรกิจและกำไรในปี 2564 ฟื้นตัวจากฐานต่ำในปี 2563 ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และประเมินว่าจะมีการเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว จากความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นตามกระแส e-commerce ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว รวมถึงความต้องการบรรจุภัณฑ์รวมที่ขยายตัวตามเศรษฐกิจ, โอกาสขยายตัวที่มีอีกมากของความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกในภูมิภาคอาเซียน 

 

นอกจากนี้การเพิ่มประสิทธิภาพหลังควบรวมบริษัท Fajar และ Visy Packaging Thailand , คาดอัตรากำไรขั้นต้น หรือ GPM ที่ดีขึ้นจากสัดส่วนรายได้จากธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงขึ้น และดอกเบี้ยจ่ายที่จะลดลงจากากรใช้คืนเงินกู้หลังจากได้รับเงินจาก IPO 

 

ผลดำเนินงานในครึ่งปีแรก ยอดขาย 45,903 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เพราะรายได้สูงขึ้น ตามปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น จากการควบรวมกำลังการผลิตของ Fajar และ Visy Packaging Thailand เข้ามาตั้งแต่ 1 ก.ค.2562 และ 1 ก.ย.2562 ตามลำดับ และอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนรายได้จากธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูง

 

สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนนี้ SCGP จะนำไปเป็นเงินทุนในการขยายธุรกิจด้วยการขยายกำลังการผลิตของบริษัท และ/หรือการเข้าซื้อกิจการ รวมถึงทรัพย์สินอื่น, คืนเงินกู้ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน 

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง