รีเซต

เปิดลิสต์ “ที่สุดแห่งปี” หุ้นไทย

เปิดลิสต์ “ที่สุดแห่งปี” หุ้นไทย
TNN ช่อง16
5 มกราคม 2569 ( 09:50 )
5

ปี 2568 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต้องฝ่าด่านความท้าทายมากมาย ทั้งปัจจัยในประเทศ และต่างประเทศ ที่ล้วนส่งผลกระทบต่อการลงทุนในหุ้นไทยให้มีความผันผวน

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต้องเผชิญแรงกดดันมากมายในปี 2568 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป ส่งผลให้ในภาพรวมของหุ้นไทยในปีนี้ อาจจะไม่ใช่ปีที่ดีสำหรับนักลงทุน โดยดัชนี SET Index ปรับตัวลดลง 9.78% นับเป็นตลาดหลักทรัพย์ที่มีผลงานแย่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย 

ความยากลำบากของหุ้นไทยสะท้อนผ่าน SET Index ที่จุดสูงสุดของปีที่1,399.35 จุด ในวันแรกของการเปิดทำการซื้อขายของปีในวันที่ 2 มกราคม 2568 และตลอดทั้งปี SET Index ไม่เคยไปสัมผัสจุดที่ใกล้เคียงระดับสูงสุดอีกเลย โดยจุดสูงสุดของ SET Index ใระหว่างปีอยู่ที่ 1,345.86 จุด ในวันที่ 25 ตุลาคม 2568 คิดเป็นการปรับตัวลดลงเกือบ 4% จากต้นปี ในสมัยของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของปีนี้ และเป็นคนที่ 3 ในรอบเพียงแค่ 2 ปีกว่า ๆ เท่านั้น


ส่วนจุดต่ำสุดของ SET Index ในปีนี้อยู่ที่ 1,053.79 จุด คิดเป็นการปรับตัวลดลงเกือบ 25% จากต้นปี ในวันที่  23 มิถุนายน 2568 ส่งผลให้มาร์เก็ตแคปของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอยู่ที่ 15.94 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี


ในขณะเดียวกันนักลงทุนต่างประเทศขายหุ้นไทยไปแล้วรวม 119,432.41 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศ ขายหุ้นไทยไปแล้วรวม 26,978.60 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายหุ้นไทยไปแล้วรวม 14,605.59 ล้านบาท ในขณะที่นักลงทุนในประเทศเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่ซื้อสะสมหุ้นไทยรวม 161,016.61 ล้านบาท


มาดูกันที่ความเป็นที่สุดแห่งปีของบริษัทจดทะเบียน โดยภาพรวมตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีบริษัทจดทะเบียนรวม 869 บริษัท แบ่งเป็น SET 639 บริษัท และ mai 230 บริษัท โดยบริษัทจดทะเบียนที่มีราคาต่อหุ้นสูงที่สุดคือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC โดยมีราคาหุ้นอยู่ที่ 311 บาทต่อหุ้น


ขณะเดียวกันบริษัทที่มีมาร์เก็ตแคปสูงที่สุดคือบริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ที่มูลค่า 2.19 ล้านล้านบาท และยังเป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันสูงที่สุดที่ 2,247 ล้านบาทต่อวัน


ส่วนบริษัทจดทะเบียนที่มีกำไรสุทธิมากที่สุดคือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT มีกำไรสุทธิ 64,631.73 ล้านบาท ขณะที่บริษัทจดทะเบียนที่ขาดทุนสุทธิมากที่สุดคือ บริษัท ทีทีซีแอล จำกัด (มหาชน) หรือ TTCL ที่ขาดทุนสุทธิ 4,722.66 ล้านบาท ซึ่งในปัจจุบัน TTCL ได้ยื่นแผนฟื้นฟูกิจการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


ในขณะที่บริษัทจดทะเบียนที่ราคาปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นมากที่สุดคือ บริษัท ดีวี8 จำกัด (มหาชน) หรือ DV8 โดยราคาเปิดทำการซื้อขายเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2568 อยู่ที่ราคาหุ้นละ 0.51 บาท ซึ่ง DV8 สามารถขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ราคา 9.65 บาท ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2568 คิดเป็นการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นถึงมากกว่า 1,700% นับจากต้นปี ก่อนที่ราคาจะปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 4.38 บาท ในวันที่ 17 ธันวาคม 2568 คิดเป็นการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น 726% นับจากต้นปี


แน่นอนว่าเมื่อมีหุ้นที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุด ก็ต้องมีหุ้นที่ราคาปรับตัวลดลงมากทที่สุดด้วยเช่นกัน โดยบริษัทจดทะเบียนที่คว้าตำแหน่งนี้ไปครองคือ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) หรือ RS โดยหุ้น RS เปิดทำการซื้อขายเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2568 ที่ 5.45 บาท ก่อนที่จะประสบปัญหาในการบริหารงานมากมาย จนราคาหุ้น RS ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จนมาอยู่ที่ 0.19 บาท คิดเป็นการปรับตัวลดลงมากกว่า 96% นับจากต้นปี


ขณะที่บริษัทจดทะเบียนที่ให้อัตราเงินปันผลตอบแทน หรือ Dividend Yield สูงที่สุดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยคือ บริษัท ซีพีอาร์ โกมุ อินดัสเตรียล จำกัด (มหาชน) หรือ CPR ที่ให้เงินปันผลรวม 0.83 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทนสูงถึง 30.36% เมื่อเทียบกับราคาหุ้นที่อยู่ที่ระดับ 2.76 บาท


มาต่อกันที่บริษัทจดทะเบียนที่มีราคาแพงที่สุดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อใช้อัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น หรือ P/E มาคำนวน โดยหุ้นที่ครองแชมป์ราคาแพงที่สุด ได้แก่ บริษัท เอเซียไฟเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ AFC ซึ่งมีอัตราส่วน P/E อยู่ที่ 6,964 เท่า ขณะที่หุ้นที่มีราคาถูกที่สุด โดยใช้อัตราส่วน P/E ที่ต่ำที่สุดคือ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD โดยมีอัตราส่วน P/E อยู่ที่เพียง 0.23 เท่า


อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกพูดถึงกันอย่างมากในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2568 ที่ผ่านมาคือ หุ้นที่สามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายต่อประชาชนเป็นครั้งแรก หรือ IPO โดยในปี 2568 ที่ผ่านมามีหุ้น IPO รวมทั้งหมด 18 บริษัท แบ่งเป็นหุ้นที่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET จำนวน 6 บริษัท และหุ้นที่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai จำนวน 12 บริษัท ซึ่งนับว่าเป็นปีที่มีจำนวนหุ้น IPO น้อยที่สุดในรอบ 13 ปี นับตั้งแต่ปี 2554 ที่มีจำนวนหุ้น IPO เพียงแค่ 16 บริษัท


คิดเป็นมูลค่าการระดมทุนรวม 8,991 ล้านบาท แบ่งเป็น SET มูลค่า 5,547 ล้านบาท และ mai มูลค่า 3,514 ล้านบาท มีมูลค่าการเสนอขายรวม 13,292 ล้านบาท แบ่งเป็น SET มูลค่า 9,222 ล้านบาท และ mai มูลค่า 4,070 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ หรือมาร์เก็ตแคป ณ ราคาเสนอขายรวม 77,759 ล้านบาท แบ่งเป็น SET มูลค่า 66,025 ล้านบาท และ mai มูลค่า 11,734 ล้านบาท


โดยบริษัทจดทะเบียนที่มีมาร์เก็ตแคปสูงที่สุด ณ ราคาเสนอขายคือ บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MRDIYT ที่มีมาร์เก็ตแคปที่ 51,747 ล้านบาท มีธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน เข้าขดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 โดยมีราคาเสนอขายที่ 8.60 บาท และปิดทำการซื้อขายวันแรกที่ 8.60 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง


ขณะที่หุ้น IPO ที่มีราคาปิดการซื้อขายวันแรกที่ดีที่สุดคือ บริษัท โรงพยาบาลมุกดาหารอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ HANN เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ในวันที่ 14 สิงหาคม 2568 โดยมีราคาปิดการซื้อขายในวันแรกที่ 2.12 บาท ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น 202.86% เมื่อเทียบกับราคา IPO ที่ 0.70 บาท โดยราคมปิด ณ วันที่ 17 ธันวาาคม 2568 อยู่ที่ 0.98 บาท


เช่นเดียวกับบริษัท สกิน ลาบอราทอรี่ จำกัด (มหาชน) หรือ SKIN ที่เข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ในวันที่ 24 กันยายน 2568 มีราคาปิดการซื้อขายในวันแรกที่ 3.62 บาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 201.67% จากราคา IPO ที่ 1.20 บาท โดยราคมปิด ณ วันที่ 17 ธันวาาคม 2568 อยู่ที่ 1.43 บาท นับเป็นเพียงหุ้น 2 ตัวเท่านั้นที่ราคาสามารถพุ่งชนเพดานสูงสุดในวันแรก หรือ Ceiling ได้ในปีนี้


ขณะที่หุ้น IPO ที่ปิดทำการซื้อขายวันแรกได้แย่ที่สุดคือ บริษัท ลอนดรี้ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ WASH เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ mai ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 โดยมีราคาปิดการซื้อขายในวันแรกที่ 5.35 บาท ปรับตัวลดลง 28.67% เมื่อเทียบกับราคา IPO ที่ 7.50 บาท โดยราคาปิด ณ วันที่ 17 ธันวาคม 2568 อยู่ที่ 4.46 บาท


ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยยังคงต้องเผชิญความท้าทายอย่างรอบด้านในปี 2569 ที่กำลังจะมาถึง เชื่อได้ว่าจะเป็นอีกปีที่จะเกิดเหตูการณ์มากมายที่จะมีผลกระทบต่อการลงทุน แต่อย่างไรก็ตามตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็ยังคงเป็นศูนย์กลางของการระดมทุนของภาคธุรกิจ และมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง