รีเซต

น้ำมันร่วงหนุนบาทแข็ง พยุงหุ้นไทย ชูหุ้นเกาหลี-สหรัฐฯ

น้ำมันร่วงหนุนบาทแข็ง พยุงหุ้นไทย ชูหุ้นเกาหลี-สหรัฐฯ
TNN ช่อง16
5 สิงหาคม 2569 ( 11:05 )

รายการ WEALTH LIVE วันที่ 5 สิงหาคม 2569 สัมภาษณ์ นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บล.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ถึงทิศทางเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นไทย และโอกาสการลงทุนในต่างประเทศ

อานิสงส์ราคาน้ำมันดิ่ง หนุนบาทแข็ง-พยุงตลาดหุ้นไทย

นายประกิต ประเมินว่า สถานการณ์ความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลางที่มีประเทศกาตาร์ร่วมด้วย ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงมาประมาณ 5% จนหลุดระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งปัจจัยนี้ถือเป็นผลดีอย่างยิ่งต่อประเทศไทย เนื่องจากราคาน้ำมันคือตัวแปรสำคัญ หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อประเทศอย่างหนัก

การปรับลดลงของราคาน้ำมันจะช่วยบรรเทาตัวเลขการขาดดุลการค้าของไทยให้มีแนวโน้มดีขึ้น จากเดิมที่ขาดดุลเดือนละประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ทิศทางของเงินบาทที่มีโอกาสแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผนวกกับกระแสเงินเยนที่แข็งค่าจากการเข้าแทรกแซง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยชะลอไม่ให้นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทยอย่างรุนแรง

ด้านแนวโน้มของตลาดหุ้นไทย (SET Index) ปัจจุบันอยู่ในภาวะตึงตัวและขาดปัจจัยหนุนใหม่ๆ ทำให้ปรับตัวขึ้นได้ยาก แต่ด้วยสถานการณ์ที่เกื้อหนุนข้างต้นจึงช่วยให้ดัชนีแกว่งตัวออกข้างและไม่ปรับตัวลงแรง โดยทางรายการมีการประเมินเป้าหมายของ SET Index ในช่วงปีนี้ไว้ที่บริเวณ 1,644 จุด

จับตาความเสี่ยงตัวเลขเศรษฐกิจไทย

แม้ภาพรวมดุลการค้าจะได้อานิสงส์จากน้ำมันลง แต่ยังมีประเด็นที่ต้องกังวลจากรายงานตัวเลขเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประจำเดือนมิถุนายน โดยพบว่าตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงขาดดุลสูงถึง 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ปัจจัยหลักมาจากการขาดดุลการค้า 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และการขาดดุลบริการอย่างเรื้อรัง เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามามีน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ ประกอบกับมีการโอนเงินออกต่างประเทศเพื่อชำระค่าบริการมากกว่าฝั่งรายรับ

อย่างไรก็ตาม ในเดือนสิงหาคมนี้จะมีการรายงานตัวเลข GDP ไตรมาส 2 ซึ่งตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 1.7% หากตัวเลขออกมาดีกว่าที่คาด จะส่งผลให้มีการปรับเพิ่มประมาณการ GDP ของปีนี้ขึ้นทั่วประเทศ

ชี้เป้าลงทุนหุ้นต่างประเทศและหุ้นไทย Laggard

สำหรับการลงทุนในตลาดต่างประเทศ นายประกิต แนะนำ 2 ตลาดที่น่าสนใจ ได้แก่

  • ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ มีความน่าสนใจลงทุนสูง เนื่องจากปัจจุบันมูลค่าหุ้นถูกมาก โดยมีค่า P/E เพียง 6 เท่า ขณะที่การเติบโตของกำไร (EPS Growth) สูงเดือดถึง 200 กว่าเปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ การใช้เลเวอเรจเก็งกำไรในตลาดลดลงเหลือเพียง 0.5% ทำให้เริ่มเห็นนักลงทุนต่างชาติเกิดภาวะกลัวตกรถ (FOMO) และไหลกลับเข้าไปซื้อหุ้นเกาหลีใต้

  • ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา กลุ่มผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ (Semiconductor Memory Chip) เช่น แซนดิสก์ (SanDisk) หรือ ไมครอน (Micron) เหมาะสำหรับการเก็งกำไรระยะสั้น แต่หากต้องการความมั่นใจ แนะนำให้ลงทุนในกลุ่มหุ้น 7 นางฟ้า (Magnificent 7) เนื่องจากผลประกอบการที่ประกาศออกมามีความแข็งแกร่งอย่างแท้จริง

ส่วนกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทย ในช่วงที่ตลาดตึงตัว แนะนำให้หมุนเงินลงทุนไปยังกลุ่มหุ้นที่ราคายังปรับขึ้นไม่มาก (Laggard)

  • กลุ่มการเงินและพลังงาน หุ้นที่ยังเป็นทางเลือกที่ดีและกราฟยังไปได้ เช่น MTC และ GULF

  • กลุ่มโรงพยาบาล มีความน่าสนใจ แต่ต้องระมัดระวังในบางบริษัท เช่น BH (บำรุงราษฎร์) ที่มีประเด็นค้างคาเรื่องลูกค้ากลุ่มสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ที่เดินทางมารักษาเป็นแพ็กเกจ แต่ยังชำระค่ารักษาพยาบาลไม่ครบ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการตั้งสำรองหนี้สูญ ทำให้ประเด็นนี้อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน จึงแนะนำให้ชะลอการลงทุนเพื่อรอดูสถานการณ์ไปก่อน

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง