สภาธุรกิจตลาดทุนคาดหุ้นไทยไปต่อ ไม่ง้อแรงหนุน TISA ปีนี้ลุ้นแตะ 1,700 จุด

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index หรือ ICI)ที่เป็นผลสำรวจในเดือนกรกฎาคมปี 2569 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า อยู่ในเกณฑ์ร้อนแรง ที่ระดับ 146.72 ซึ่งนักลงทุนมองว่าการไหลเข้าของเงินทุนจะเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และถัดมาคือผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน
ทั้งนี้ ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคลอยู่ในเกณฑ์ทรงตัว ส่วนกลุ่มนักลงทุนสถาบันอยู่ในเกณฑ์ร้อนแรง ขณะที่ความเชื่อมั่นกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ อยู่ในเกณฑ์ร้อนแรงอย่างมาก สะท้อนจากเม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยปัจจุบันที่ราว 7.59 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยหนุนสำคัญของตลาดหุ้นไทย
FETCO จึงมองว่าในระยะถัดไปตลาดหุ้นไทยน่าจะดีต่อเนื่อง จากที่ปรับหลังอัตราผลตอจากเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ(ฟันด์โฟลว์) ที่น่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก แม้ช่วงนี้จะยังมีปัจจัยเชิงลบจากปัญหาความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่แน่นอน และรายงานกำไรบริษัทจดทะเบียนเข้ามากระทบบ้าง โดยคาดว่าฟันด์โฟว์น่าจะเข้ามาซื้อสุทธิหุ้นไทยปีนี้ประมาณ 100,000 ล้านบาทได้ไม่ยาก ขณะที่หุ้นกลุ่มแบงก์ก็ได้รับความสนใจจากนักลงทุนสูง เนื่องจากมีอัตราการจ่ายเงินปันผลที่สูงเมื่อเทียบกับตลาดอื่นในภูมิภาคด้วย
นอกจากนี้ ภาพเศรษฐกิจไทยก็อยู่ในช่วงของการพลิกฟื้นกลับมาเติบโตได้ดีขึ้น โดยปีนี้คาด GDP น่าจะโตระดับร้อยละ 1.9 และปีหน้าโตร้อยละ 2.2 จากการเร่งลงทุนของภาครัฐที่จะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน GDP จากที่อยู่ประมาณร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 30 บวกกับประเทศไทยเราอยู่ในกลุ่มประเทศ 1 ใน 4 (เกาหลีไต้ ใต้หวัน มาเลเซีย ไทย) ที่ได้อานิสงส์จากการส่งออกวัสดุอุปกรณ์ที่เกั่ยวข้องกับเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ดังนั้น จึงเชื่อว่าดัชนีหุ้นไทยปีนี้จะสามารถขึ้นได้ต่อเนื่องไปแตะระดับ 1,700 จุดได้ไม่ยาก จาก P/E หรือราคาหุ้นที่ไม่ได้แพงอยู่กลางๆ เมื่อเทียบกับตลาดอื่นในภูมิภาค และยังได้แรงหนุนเงินลงทุนต่างชาติที่จะไหลเข้าต่อเนื่อง นักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อภาพเศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนไปมีการฟื้นตัวตามเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เข้ามาผลักดันการเติบโต และได้ประโยชน์จากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ห่วงโซ่อุปทานโลกปรับตัว และการเมืองยังมีเสถียรภาพ หนุนความเชื่อมั่นที่ดีของนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง
ฉะนั้น หากโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล หรือ TISA (Thailand Individual Savings Account) ที่จะได้สิทธิลดหย่อนภาษีไวงเงิน 6 แสนบาทจริงๆ ก็เข้าใจทางรัฐบาล แม้จะน้อยกว่าที่ฝั่งตลาดทุนเสนอไปที่ 800,000 บาทต่อปีต่อคน ก็คงไม่กระทบทิศทางตลาดหุ้น เนื่องจากโจทย์ของ TISA เปลี่ยนไป จากเดิมที่เสนอช่วงนั้นดัชนีตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 1,200 จุด แต่ตอนนี้ดัชนีอยู่ที่ประมาณ 1,600 จุด แต่หากออกมาแม้จะไม่ใช้ปัจจัยหลักที่มาขับเคลื่อนตลาดแต่ก็ประคองตลาดได้ อย่างไรก็ตาม ขอแค่ให้ออกมาก่อน แม้จะไม่ใช้ปัจจัยหนุนหลัก แต่จะเป็นอีกปัจจัยประคองตลาดให้ต่อเนื่อง ซึ่งรายละเอียดและวงเงิน ต้องรอฟังจากกระทรวงการคลัง ที่ตามรายงานข่าวจะมีการประกาศในเดือนกันยายนปีนี้
และการลงทุนในระยะยาว ตลาดหุ้นไทยยังมีอีกแรงหนุนจากโครงการ Jump+ ซึ่งเข้าร่วมโครงการจำนวนมากเพื่อดึงความสนใจจากการลงทุน
อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไปยังมีความเสี่ยงที่ต้องระวัง ตามความเสี่ยงของประเทศไทย คือ การพึ่งพาการส่งออก และการท่องเที่ยวในสัดส่วนี่สูง บวกกับมีการนำเข้าพลังงานที่สูง หากความไม่แน่นอนของตะวันออกกลางยังไม่ยุติก็อาจสร้างความกังวลได้
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
