รีเซต

รถไฟชนรถเมล์มักกะสัน เปิดไทม์ไลน์สืบสวนคดีล่าสุด

รถไฟชนรถเมล์มักกะสัน เปิดไทม์ไลน์สืบสวนคดีล่าสุด
TNN ช่อง16
18 พฤษภาคม 2569 ( 11:42 )
8

เปิดไทม์ไลน์คดี “รถไฟชนรถเมล์มักกะสัน” จากวันเกิดเหตุถึงล่าสุด

อุบัติเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทางบริเวณจุดตัดทางรถไฟแยกอโศก–ดินแดง ใกล้สถานีแอร์พอร์ตเรลลิงก์มักกะสัน เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 กลายเป็นหนึ่งในอุบัติเหตุระบบรางที่รุนแรงที่สุดในกรุงเทพมหานครในรอบหลายปี หลังเกิดเพลิงลุกไหม้รถเมล์อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และบาดเจ็บจำนวนมาก

ตลอดช่วง 3 วันที่ผ่านมา ทั้งตำรวจ กรมการขนส่งทางราง การรถไฟแห่งประเทศไทย และหน่วยงานด้านนิติเวช ได้เร่งสืบสวนหาสาเหตุ พร้อมขยายผลไปถึงมาตรฐานความปลอดภัยของระบบรางและการควบคุมบุคลากรปฏิบัติหน้าที่

นาทีเกิดเหตุ รถเมล์ติดคารางก่อนรถไฟพุ่งชน

เหตุเกิดช่วงเวลาประมาณ 15.40–15.51 น. วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ขบวนรถไฟสินค้าหมายเลข 2126 เส้นทางท่าเรือแหลมฉบัง–ชุมทางบางซื่อ วิ่งเข้าสู่จุดตัดทางรถไฟบริเวณอโศก–ดินแดง

ในจังหวะเดียวกัน รถโดยสารประจำทางปรับอากาศสาย 206 ติดการจราจรและหยุดคร่อมรางรถไฟ ทำให้ไม้กั้นไม่สามารถปิดลงมาได้ตามระบบอัตโนมัติ ก่อนรถไฟจะพุ่งชนอย่างรุนแรง จนรถเมล์เสียหลักกระแทกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ใกล้เคียง จากนั้นเกิดเพลิงลุกไหม้อย่างรวดเร็ว

ภาพจากกล้องวงจรปิดภายหลังถูกใช้เป็นหลักฐานสำคัญในคดี โดยพบว่าเจ้าหน้าที่ประจำจุดตัดมีการโบกธงแดงเตือนก่อนเกิดเหตุ แต่รถไฟยังคงเคลื่อนตัวเข้าสู่จุดตัดและไม่สามารถหยุดขบวนได้ทัน

ยอดเสียชีวิต 8 ราย บาดเจ็บกว่า 30 คน

ศูนย์เอราวัณ กรุงเทพมหานคร และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สรุปยอดผู้เสียชีวิต 8 ราย ทั้งหมดเป็นผู้โดยสารภายในรถเมล์ สภาพศพถูกไฟไหม้รุนแรงจนต้องใช้กระบวนการพิสูจน์อัตลักษณ์ด้วยดีเอ็นเอ

ส่วนผู้บาดเจ็บมีรายงาน 30–34 คน แบ่งเป็นชาย 21 คน หญิง 9 คน หลายรายมีอาการไฟไหม้และบาดเจ็บสาหัส ขณะที่รถยนต์และรถจักรยานยนต์เสียหายรวม 9 คัน

เปิดผลตรวจกล่องดำ รถไฟเบรกก่อนชนเพียง 100 เมตร

วันที่ 17 พฤษภาคม 2569 นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง เปิดเผยผลตรวจสอบข้อมูลจากกล่องดำของขบวนรถไฟ พบว่า ขณะเกิดเหตุรถไฟใช้ความเร็วประมาณ 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม ระบบบันทึกข้อมูลพบว่า มีการเบรกฉุกเฉินก่อนถึงจุดชนเพียงประมาณ 100 เมตร ซึ่งถือว่าสั้นเกินไปเมื่อเทียบกับน้ำหนักของขบวนรถไฟบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์กว่า 20 ตู้ ที่ต้องใช้ระยะหยุดตั้งแต่ 500 เมตร ไปจนถึงประมาณ 2 กิโลเมตร

กรมการขนส่งทางรางยืนยันว่า ระบบอาณัติสัญญาณและระบบเตือนของทางรถไฟยังทำงานตามปกติ แต่ไม้กั้นไม่สามารถปิดลงมาได้ เนื่องจากมีรถจอดกีดขวางบนราง

ปมสำคัญ คนขับรถไฟตรวจพบสารเสพติด

หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตาหนักที่สุด คือผลตรวจร่างกายของผู้เกี่ยวข้อง โดยตำรวจนำตัวคนขับรถไฟ เจ้าหน้าที่โบกธง และคนขับรถเมล์ ไปตรวจสารเสพติดที่โรงพยาบาลตำรวจ

ผลตรวจพบว่า คนขับรถไฟวัย 46 ปี มีผลปัสสาวะเป็นบวก หรือพบสารเสพติดในร่างกาย ขณะที่เจ้าหน้าที่โบกธงและคนขับรถเมล์ไม่พบสารเสพติด

ต่อมา กรมการขนส่งทางรางเปิดเผยเพิ่มเติมว่า คนขับรถไฟรายดังกล่าวยังไม่ได้รับใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่ขับรถไฟจากกรมการขนส่งทางรางอย่างสมบูรณ์ตามระบบใบอนุญาตใหม่

ประเด็นดังกล่าวทำให้การสอบสวนขยายไปถึงการกำกับดูแลบุคลากรของการรถไฟแห่งประเทศไทย ว่ามีการตรวจสอบสารเสพติดและคุณสมบัติพนักงานเข้มงวดเพียงใด

แจ้งข้อหาแล้ว 2 ราย คนขับรถเมล์รอสอบปากคำ

พนักงานสอบสวน สน.มักกะสัน ตั้งคณะสืบสวนสอบสวนคดีอย่างเป็นทางการ พร้อมลงบันทึกคดีอาญาเลขที่ 320/2569

ล่าสุด ณ วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 มีผู้ถูกแจ้งข้อหาแล้ว 2 ราย คือ

  • คนขับรถไฟ
  • พนักงานโบกธงประจำจุดตัดทางรถไฟ

ทั้งสองถูกดำเนินคดีในข้อหา “กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และได้รับอันตรายสาหัส”

ส่วนคนขับรถเมล์ อายุ 56 ปี ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากไฟคลอก ยังพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล พนักงานสอบสวนเตรียมเข้าสอบปากคำเพิ่มเติม และอาจแจ้งข้อหาประมาทร่วมภายหลัง

วันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา พนักงานโบกธงถูกควบคุมตัวไปฝากขังต่อศาลแล้ว ขณะที่ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อพิจารณาข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะประเด็นยาเสพติดของคนขับรถไฟ

เร่งพิสูจน์อัตลักษณ์ผู้เสียชีวิต

สถาบันนิติเวชวิทยาเปิดเผยว่า ร่างผู้เสียชีวิตทั้งหมดถูกไฟไหม้รุนแรงจนไม่สามารถระบุตัวบุคคลด้วยสายตาและลายนิ้วมือได้

เจ้าหน้าที่ต้องใช้วิธีเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากญาติและเปรียบเทียบกับชิ้นส่วนร่างกายที่พบในซากรถเมล์ โดยเบื้องต้นทราบชื่อผู้เสียชีวิตแล้วบางส่วน และคาดว่าจะยืนยันตัวตนครบทั้งหมดภายในวันที่ 19 พฤษภาคม เพื่อส่งมอบร่างให้ญาตินำไปประกอบพิธีทางศาสนา

“Zero Tolerance” ตรวจสารเสพติดพนักงานรถไฟทุกผลัด

หลังเกิดเหตุ กรมการขนส่งทางรางออกมาตรการเร่งด่วน สั่งการรถไฟแห่งประเทศไทยตรวจสารเสพติดและวัดแอลกอฮอล์พนักงานทุกตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการเดินรถ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานขับรถไฟ พนักงานประแจ พนักงานกั้นถนน และเจ้าหน้าที่อาณัติสัญญาณ

มาตรการดังกล่าวอยู่ภายใต้นโยบาย “Zero Tolerance” พร้อมสั่งพักงานผู้เกี่ยวข้องทันที และตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงควบคู่กับคดีอาญา

ขณะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติสั่งตรวจสอบเชิงลึก 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

  • ระบบสัญญาณและไม้กั้นทางรถไฟ
  • ระยะเบรกและความเร็วของขบวนรถ
  • พฤติการณ์ของผู้ขับขี่และเจ้าหน้าที่ประจำจุดตัด
  • ปมที่ยังต้องหาคำตอบ

แม้คดีจะมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีหลายประเด็นสำคัญที่อยู่ระหว่างสอบสวน ได้แก่

  • เหตุใดผู้ที่มีสารเสพติดในร่างกายจึงยังปฏิบัติหน้าที่ขับรถไฟได้
  • การโบกสัญญาณของพนักงานประจำจุดตัดเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่
  • ระบบจราจรบริเวณจุดตัดอโศก–ดินแดง มีจุดบกพร่องด้านความปลอดภัยหรือไม่
  • จำเป็นต้องปรับปรุงมาตรการป้องกันจุดตัดทางรถไฟในกรุงเทพมหานครเพิ่มเติมหรือไม่

อุบัติเหตุครั้งนี้กำลังกลายเป็นคดีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานความปลอดภัยของระบบรางไทยทั้งระบบ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง