รถไฟชนรถเมล์มักกะสัน เปิดไทม์ไลน์สืบสวนคดีล่าสุด

เปิดไทม์ไลน์คดี “รถไฟชนรถเมล์มักกะสัน” จากวันเกิดเหตุถึงล่าสุด
อุบัติเหตุรถไฟชนรถโดยสารประจำทางบริเวณจุดตัดทางรถไฟแยกอโศก–ดินแดง ใกล้สถานีแอร์พอร์ตเรลลิงก์มักกะสัน เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 กลายเป็นหนึ่งในอุบัติเหตุระบบรางที่รุนแรงที่สุดในกรุงเทพมหานครในรอบหลายปี หลังเกิดเพลิงลุกไหม้รถเมล์อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และบาดเจ็บจำนวนมาก
ตลอดช่วง 3 วันที่ผ่านมา ทั้งตำรวจ กรมการขนส่งทางราง การรถไฟแห่งประเทศไทย และหน่วยงานด้านนิติเวช ได้เร่งสืบสวนหาสาเหตุ พร้อมขยายผลไปถึงมาตรฐานความปลอดภัยของระบบรางและการควบคุมบุคลากรปฏิบัติหน้าที่
นาทีเกิดเหตุ รถเมล์ติดคารางก่อนรถไฟพุ่งชน
เหตุเกิดช่วงเวลาประมาณ 15.40–15.51 น. วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ขบวนรถไฟสินค้าหมายเลข 2126 เส้นทางท่าเรือแหลมฉบัง–ชุมทางบางซื่อ วิ่งเข้าสู่จุดตัดทางรถไฟบริเวณอโศก–ดินแดง
ในจังหวะเดียวกัน รถโดยสารประจำทางปรับอากาศสาย 206 ติดการจราจรและหยุดคร่อมรางรถไฟ ทำให้ไม้กั้นไม่สามารถปิดลงมาได้ตามระบบอัตโนมัติ ก่อนรถไฟจะพุ่งชนอย่างรุนแรง จนรถเมล์เสียหลักกระแทกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ใกล้เคียง จากนั้นเกิดเพลิงลุกไหม้อย่างรวดเร็ว
ภาพจากกล้องวงจรปิดภายหลังถูกใช้เป็นหลักฐานสำคัญในคดี โดยพบว่าเจ้าหน้าที่ประจำจุดตัดมีการโบกธงแดงเตือนก่อนเกิดเหตุ แต่รถไฟยังคงเคลื่อนตัวเข้าสู่จุดตัดและไม่สามารถหยุดขบวนได้ทัน
ยอดเสียชีวิต 8 ราย บาดเจ็บกว่า 30 คน
ศูนย์เอราวัณ กรุงเทพมหานคร และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สรุปยอดผู้เสียชีวิต 8 ราย ทั้งหมดเป็นผู้โดยสารภายในรถเมล์ สภาพศพถูกไฟไหม้รุนแรงจนต้องใช้กระบวนการพิสูจน์อัตลักษณ์ด้วยดีเอ็นเอ
ส่วนผู้บาดเจ็บมีรายงาน 30–34 คน แบ่งเป็นชาย 21 คน หญิง 9 คน หลายรายมีอาการไฟไหม้และบาดเจ็บสาหัส ขณะที่รถยนต์และรถจักรยานยนต์เสียหายรวม 9 คัน
เปิดผลตรวจกล่องดำ รถไฟเบรกก่อนชนเพียง 100 เมตร
วันที่ 17 พฤษภาคม 2569 นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง เปิดเผยผลตรวจสอบข้อมูลจากกล่องดำของขบวนรถไฟ พบว่า ขณะเกิดเหตุรถไฟใช้ความเร็วประมาณ 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
อย่างไรก็ตาม ระบบบันทึกข้อมูลพบว่า มีการเบรกฉุกเฉินก่อนถึงจุดชนเพียงประมาณ 100 เมตร ซึ่งถือว่าสั้นเกินไปเมื่อเทียบกับน้ำหนักของขบวนรถไฟบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์กว่า 20 ตู้ ที่ต้องใช้ระยะหยุดตั้งแต่ 500 เมตร ไปจนถึงประมาณ 2 กิโลเมตร
กรมการขนส่งทางรางยืนยันว่า ระบบอาณัติสัญญาณและระบบเตือนของทางรถไฟยังทำงานตามปกติ แต่ไม้กั้นไม่สามารถปิดลงมาได้ เนื่องจากมีรถจอดกีดขวางบนราง
ปมสำคัญ คนขับรถไฟตรวจพบสารเสพติด
หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตาหนักที่สุด คือผลตรวจร่างกายของผู้เกี่ยวข้อง โดยตำรวจนำตัวคนขับรถไฟ เจ้าหน้าที่โบกธง และคนขับรถเมล์ ไปตรวจสารเสพติดที่โรงพยาบาลตำรวจ
ผลตรวจพบว่า คนขับรถไฟวัย 46 ปี มีผลปัสสาวะเป็นบวก หรือพบสารเสพติดในร่างกาย ขณะที่เจ้าหน้าที่โบกธงและคนขับรถเมล์ไม่พบสารเสพติด
ต่อมา กรมการขนส่งทางรางเปิดเผยเพิ่มเติมว่า คนขับรถไฟรายดังกล่าวยังไม่ได้รับใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่ขับรถไฟจากกรมการขนส่งทางรางอย่างสมบูรณ์ตามระบบใบอนุญาตใหม่
ประเด็นดังกล่าวทำให้การสอบสวนขยายไปถึงการกำกับดูแลบุคลากรของการรถไฟแห่งประเทศไทย ว่ามีการตรวจสอบสารเสพติดและคุณสมบัติพนักงานเข้มงวดเพียงใด
แจ้งข้อหาแล้ว 2 ราย คนขับรถเมล์รอสอบปากคำ
พนักงานสอบสวน สน.มักกะสัน ตั้งคณะสืบสวนสอบสวนคดีอย่างเป็นทางการ พร้อมลงบันทึกคดีอาญาเลขที่ 320/2569
ล่าสุด ณ วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 มีผู้ถูกแจ้งข้อหาแล้ว 2 ราย คือ
- คนขับรถไฟ
- พนักงานโบกธงประจำจุดตัดทางรถไฟ
ทั้งสองถูกดำเนินคดีในข้อหา “กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และได้รับอันตรายสาหัส”
ส่วนคนขับรถเมล์ อายุ 56 ปี ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากไฟคลอก ยังพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล พนักงานสอบสวนเตรียมเข้าสอบปากคำเพิ่มเติม และอาจแจ้งข้อหาประมาทร่วมภายหลัง
วันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา พนักงานโบกธงถูกควบคุมตัวไปฝากขังต่อศาลแล้ว ขณะที่ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อพิจารณาข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะประเด็นยาเสพติดของคนขับรถไฟ
เร่งพิสูจน์อัตลักษณ์ผู้เสียชีวิต
สถาบันนิติเวชวิทยาเปิดเผยว่า ร่างผู้เสียชีวิตทั้งหมดถูกไฟไหม้รุนแรงจนไม่สามารถระบุตัวบุคคลด้วยสายตาและลายนิ้วมือได้
เจ้าหน้าที่ต้องใช้วิธีเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอจากญาติและเปรียบเทียบกับชิ้นส่วนร่างกายที่พบในซากรถเมล์ โดยเบื้องต้นทราบชื่อผู้เสียชีวิตแล้วบางส่วน และคาดว่าจะยืนยันตัวตนครบทั้งหมดภายในวันที่ 19 พฤษภาคม เพื่อส่งมอบร่างให้ญาตินำไปประกอบพิธีทางศาสนา
“Zero Tolerance” ตรวจสารเสพติดพนักงานรถไฟทุกผลัด
หลังเกิดเหตุ กรมการขนส่งทางรางออกมาตรการเร่งด่วน สั่งการรถไฟแห่งประเทศไทยตรวจสารเสพติดและวัดแอลกอฮอล์พนักงานทุกตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับการเดินรถ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานขับรถไฟ พนักงานประแจ พนักงานกั้นถนน และเจ้าหน้าที่อาณัติสัญญาณ
มาตรการดังกล่าวอยู่ภายใต้นโยบาย “Zero Tolerance” พร้อมสั่งพักงานผู้เกี่ยวข้องทันที และตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงควบคู่กับคดีอาญา
ขณะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติสั่งตรวจสอบเชิงลึก 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
- ระบบสัญญาณและไม้กั้นทางรถไฟ
- ระยะเบรกและความเร็วของขบวนรถ
- พฤติการณ์ของผู้ขับขี่และเจ้าหน้าที่ประจำจุดตัด
- ปมที่ยังต้องหาคำตอบ
แม้คดีจะมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีหลายประเด็นสำคัญที่อยู่ระหว่างสอบสวน ได้แก่
- เหตุใดผู้ที่มีสารเสพติดในร่างกายจึงยังปฏิบัติหน้าที่ขับรถไฟได้
- การโบกสัญญาณของพนักงานประจำจุดตัดเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่
- ระบบจราจรบริเวณจุดตัดอโศก–ดินแดง มีจุดบกพร่องด้านความปลอดภัยหรือไม่
- จำเป็นต้องปรับปรุงมาตรการป้องกันจุดตัดทางรถไฟในกรุงเทพมหานครเพิ่มเติมหรือไม่
อุบัติเหตุครั้งนี้กำลังกลายเป็นคดีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานความปลอดภัยของระบบรางไทยทั้งระบบ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
