รีเซต

ความจริงใกล้ปรากฏ? คมนาคมจี้สอบ 20 พ.ค. นี้ ปมรถไฟชนรถเมล์ หลังพบคนขับฉี่ม่วง!

ความจริงใกล้ปรากฏ? คมนาคมจี้สอบ 20 พ.ค. นี้ ปมรถไฟชนรถเมล์ หลังพบคนขับฉี่ม่วง!
TNN ช่อง16
18 พฤษภาคม 2569 ( 16:41 )
6

คมนาคมเร่งสอบเหตุรถไฟชนรถเมล์ คาดรู้ผลเบื้องต้น 20 พ.ค.

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยความคืบหน้ากรณีอุบัติเหตุรถไฟขนส่งสินค้าชนรถโดยสารปรับอากาศสาย 206 ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. บริเวณจุดตัดทางรถไฟย่านมักกะสัน ว่า ขณะนี้กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกด้าน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์

การตรวจสอบครอบคลุมทั้งมาตรฐานผู้ขับขี่ ระบบควบคุมราง ระบบแจ้งเตือน การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกระบวนการตรวจสารเสพติดและแอลกอฮอล์ โดยคาดว่าจะสามารถสรุปผลสอบสวนเบื้องต้นได้ไม่เกินวันที่ 20 พฤษภาคม 2569


ชี้ “ใบขับขี่รถไฟ” กับ “ใบอนุญาตกรมราง” คนละส่วนกัน

นายสิริพงศ์ กล่าวถึงประเด็นข้อสงสัยเรื่องใบอนุญาตของพนักงานขับรถไฟว่า ใบขับขี่รถไฟที่ใช้ปฏิบัติงานเดิม กับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 เป็นคนละส่วนกัน

ที่ผ่านมา พนักงานขับรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทยมีใบขับขี่สำหรับปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้ว แต่หลัง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ได้กำหนดให้พนักงานขับรถไฟและรถไฟฟ้าต้องได้รับใบอนุญาตจากกรมการขนส่งทางรางเพิ่มเติม

กฎหมายฉบับดังกล่าวกำหนดช่วงเปลี่ยนผ่าน 120 วัน เพื่อให้พนักงานขับรถไฟเข้าสู่ระบบและยืนยันตัวตน โดยกรณีของพนักงานขับรถไฟที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ยังไม่ได้ดำเนินการยืนยันตัวตน แต่ยังอยู่ภายในระยะเวลาผ่อนผันตามกฎหมาย

รมช.คมนาคม ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวอาจสะท้อน “ช่องว่างของกฎหมาย” ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติม


ผลตรวจสารเสพติดอยู่ระหว่างสอบสวน

นายสิริพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้รับรายงานทางการแพทย์เบื้องต้นเกี่ยวกับผลตรวจสารเสพติดและแอลกอฮอล์ของพนักงานขับรถไฟ ซึ่งมีค่าเป็น Positive อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

พร้อมกันนี้ ได้ตรวจสอบเอกสารคำสั่งเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ที่กำหนดให้ผู้ขับรถไฟต้องเข้าสู่กระบวนการยืนยันตัวตน โดยมีผู้บังคับบัญชารับรองข้อมูลในแต่ละขั้นตอน ซึ่งจะต้องตรวจสอบต่อไปว่า มีบุคคลใดเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าวบ้าง




สั่งพักงานคนขับรถไฟและเจ้าหน้าที่ควบคุมราง

กระทรวงคมนาคมมีคำสั่งให้พนักงานขับรถไฟและเจ้าหน้าที่ควบคุมรางในจุดเกิดเหตุ พักการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว เพื่อให้การสอบสวนเป็นไปอย่างโปร่งใสและไม่กระทบต่อกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง

นายสิริพงศ์ ระบุว่า ข้อมูลเรื่องการแจ้งเตือนก่อนเกิดเหตุจากแต่ละฝ่ายยังไม่ตรงกัน ทั้งฝั่งเจ้าหน้าที่ควบคุมรางและผู้ขับรถ โดยเฉพาะช่วงที่ขบวนรถไฟออกจากบริเวณแยก RCA ซึ่งยังอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลและรอผลสอบสวนอย่างเป็นทางการ


เตรียมปฏิรูประบบตรวจสารเสพติด “ตรวจทั้งหมด”

รมช.คมนาคม กล่าวว่า ปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทยมีมาตรการตรวจวัดแอลกอฮอล์ก่อนปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้ว แต่การตรวจสารเสพติดยังใช้วิธีสุ่มตรวจเป็นรอบ ไม่ได้ตรวจทุกวัน

ภายหลังเกิดเหตุครั้งนี้ กระทรวงคมนาคมได้สั่งยกระดับมาตรการใหม่ โดยให้เปลี่ยนเป็นระบบ “ตรวจทั้งหมด” สำหรับผู้ขับขี่ระบบขนส่งสาธารณะ

มาตรการดังกล่าวจะครอบคลุมทั้งพนักงานขับรถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทย พนักงานขับรถโดยสารของ ขสมก. รวมถึงพนักงานขับรถของบริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บขส.

พร้อมกำชับให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยระบบขนส่งสาธารณะทั้งระบบ



เตรียมปรับตารางรถสินค้าหลีกเลี่ยงกลางวัน

นายสิริพงศ์ เปิดเผยว่า ได้มอบแนวทางให้ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทยพิจารณาปรับแผนการเดินรถสินค้า หลีกเลี่ยงช่วงเวลากลางวันในเส้นทางเข้าสู่กรุงเทพมหานคร

แนวทางดังกล่าวจะใช้หลักการใกล้เคียงกับมาตรการควบคุมรถบรรทุก โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่แม้จะเป็นวันเสาร์–อาทิตย์ แต่ปัจจุบันยังมีปริมาณการจราจรหนาแน่น

เนื่องจากรถไฟขนส่งสินค้ามีน้ำหนักมาก ใช้ระยะเบรกมากกว่ารถโดยสารทั่วไป และต้องอาศัยทักษะในการควบคุมสูง


เร่งผลักดันรถไฟสายสีแดง ลดจุดตัดทางรถไฟในกรุงเทพฯ

สำหรับแนวทางแก้ปัญหาระยะยาว นายสิริพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมเตรียมผลักดันโครงการรถไฟสายสีแดงส่วนต่อขยาย หรือ Missing Link ช่วงบางซื่อ–พญาไท–มักกะสัน–หัวหมาก รวมถึงสายสีแดงเข้มช่วงบางซื่อ–หัวลำโพง

เป้าหมายสำคัญ คือการลดจุดตัดทางรถไฟกับถนนในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ

อย่างไรก็ตาม โครงการลักษณะนี้ต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการหลายปี ดังนั้นในระยะสั้น กระทรวงคมนาคมจะเร่งปรับปรุงการบริหารจัดการและลดความผิดพลาดจากการปฏิบัติงานของบุคลากรก่อน

ส่วนระยะกลางจะเร่งนำเทคโนโลยีมาใช้ในระบบควบคุมและแจ้งเตือนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


เบื้องต้นเยียวยาผู้เสียชีวิตรายละ 1.5 ล้านบาท

ด้านการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า เบื้องต้นกำหนดวงเงินชดเชยกรณีเสียชีวิตไว้ที่ 1.5 ล้านบาท และกรณีทุพพลภาพ 500,000 บาท

พร้อมระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้การรถไฟแห่งประเทศไทยและ ขสมก. พิจารณานำเงินจากกองทุนที่เกี่ยวข้องมาสมทบเพิ่มเติม เพื่อให้การเยียวยาเป็นไปอย่างเหมาะสมและครอบคลุมผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง