รีเซต

สดุดี ‘วีรบุรุษผู้พิทักษ์ป่า’ จุดประกายแก้ปมขัดแย้งคน-ช้าง สู่สมดุลแห่งการอยู่ร่วมกัน

สดุดี ‘วีรบุรุษผู้พิทักษ์ป่า’ จุดประกายแก้ปมขัดแย้งคน-ช้าง สู่สมดุลแห่งการอยู่ร่วมกัน
TNN ช่อง16
16 พฤษภาคม 2567 ( 14:37 )
2
สดุดี ‘วีรบุรุษผู้พิทักษ์ป่า’ จุดประกายแก้ปมขัดแย้งคน-ช้าง สู่สมดุลแห่งการอยู่ร่วมกัน



มรณกรรมของ "วัลลภ บูระพา" เจ้าหน้าที่ผลักดันช้างป่า ที่ถูกช้างทำร้ายขณะปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 สะท้อนให้เห็นความเสี่ยงและการเสียสละของผู้พิทักษ์ป่าผู้ไม่เกรงกลัวอันตราย แต่เบื้องหลังเหตุการณ์สลดนี้ เงาของความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับช้างป่าที่ทวีความรุนแรงและกลายเป็นวาระเร่งด่วนของสังคมไทย ยังคงเป็นปริศนาที่รอคำตอบ เราจะจัดการความท้าทายนี้และสร้างสมดุลในการอยู่ร่วมกันได้อย่างไร เพื่อให้มนุษย์และช้างสามารถแบ่งปันพื้นที่อย่างสันติ


วิกฤตคน-ช้าง: สถิติสลด 21 ราย สะท้อนความเสี่ยงผู้พิทักษ์ป่า


ข้อมูลจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เผยให้เห็นสถานการณ์น่าตกใจ ตั้งแต่ต้นปี 2567 มีผู้เสียชีวิตจากการถูกช้างทำร้ายแล้วถึง 21 ราย บาดเจ็บอีก 6 ราย ทั้งนี้ ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่ชุดผลักดันช้างเสียชีวิต 4 ราย และเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชนระหว่างปฏิบัติงานอีก 2 ราย ตามรายงานของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย สถิติเหล่านี้สะท้อนความเสี่ยงที่ผู้พิทักษ์ป่าต้องเผชิญในแต่ละวัน


อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างเป็นปัญหาซับซ้อนที่มีหลายมิติ เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชากรช้างป่าที่ปัจจุบันมีราว 4,013 - 4,422 ตัว (ข้อมูลเดือนมีนาคม 2566) ในขณะที่พื้นที่ป่าลดลง ทำให้ช้างต้องออกหากินในพื้นที่เกษตรมากขึ้น นำไปสู่ความขัดแย้งกับชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีประชากรช้างเพิ่มสูงขึ้น เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน, สลักพระ, ห้วยขาแข้ง, ภูหลวง และอุทยานแห่งชาติกุยบุรี, เขาใหญ่ เป็นต้น


นอกจากช้างป่าแล้ว ยังมีอีกหนึ่งกลุ่มที่น่ากังวล นั่นคือช้างเลี้ยงหรือช้างบ้าน ซึ่งเผชิญปัญหาสวัสดิภาพที่น่าห่วงใยไม่แพ้กัน มีรายงานพบช้างเลี้ยงที่ถูกทารุณกรรม ใช้งานหนัก และถูกทอดทิ้งเมื่อแก่ชรา แม้จะไม่มีตัวเลขชัดเจนในระดับประเทศ แต่จากกรณีศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่ มีการประมาณการว่ามีช้างเลี้ยง 838 เชือก (ข้อมูลปี 2567) ซึ่งยังขาดการควบคุมดูแลที่เหมาะสม



ช้างในเมืองใหญ่: ความท้าทายที่ซับซ้อน


การเข้ามาของช้างในเขตเมืองของกรุงเทพฯและปริมณฑล ได้สร้างความตื่นตระหนกและความท้าทายให้กับสังคมไทยอย่างมาก ส่วนใหญ่เป็นช้างป่าที่เข้ามาหากินในพื้นที่ชานเมือง และบางครั้งก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร บ้านเรือน และอุบัติเหตุบนท้องถนน สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างการขยายตัวของเมืองกับถิ่นที่อยู่ของสัตว์ป่า ที่ต้องการการจัดการอย่างเป็นระบบและบูรณาการ


อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหนึ่งประเด็นที่ท้าทายไม่แพ้กัน นั่นคือการนำช้างเลี้ยงหรือช้างบ้านเข้ามาในเมืองเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ เช่น การแสดง การแห่ หรือการท่องเที่ยว ซึ่งมีการตั้งคำถามถึงสวัสดิภาพและการดูแลช้างเหล่านี้ว่าเป็นการทารุณกรรมหรือไม่ ประเด็นนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงและมีมุมมองที่แตกต่างกัน โดยบางฝ่ายมองว่าการนำช้างมาใช้งานเป็นการทำร้ายสัตว์ ขณะที่บางฝ่ายมองว่าเป็นการอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรม


อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน หลายภาคส่วนได้พยายามผลักดันให้เกิดการปรับปรุงสวัสดิภาพและการดูแลช้างเลี้ยงให้ดีขึ้น ผ่านการจัดตั้งศูนย์อนุรักษ์ช้าง การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่เน้นการดูแลสัตว์อย่างเป็นธรรม และการรณรงค์ให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของจริยธรรมในการปฏิบัติต่อสัตว์ เหล่านี้ล้วนเป็นความพยายามในการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ช้างและการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม เพื่อให้คนกับช้างสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน


ดังนั้น การจัดการกับประเด็นช้างในเมืองจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าเพื่อลดความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า การพัฒนาแนวทางการส่งเสริมสวัสดิภาพช้างเลี้ยงที่เป็นธรรมและยั่งยืน รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจในการอยู่ร่วมกันของคนกับช้างอย่างสมดุล เพื่อให้เมืองใหญ่เป็นพื้นที่ที่ทุกชีวิตสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี



บทเรียนจากวัลลภ: เส้นทางสู่การอยู่ร่วมกันของคนกับช้างอย่างยั่งยืน


สถานการณ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องหาทางออกอย่างบูรณาการ ทั้งการอนุรักษ์ช้างป่าควบคู่กับการคุ้มครองสวัสดิภาพของช้างเลี้ยง การวิจัยและติดตามประชากรช้างอย่างเป็นระบบ เพื่อวางแผนการจัดการให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ การพัฒนาพื้นที่กันชนและเส้นทางเชื่อมต่อระบบนิเวศ เพื่อลดการปะทะระหว่างคนกับช้าง รวมถึงการสร้างจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยเฉพาะการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่สร้างรายได้และแรงจูงใจในการดูแลช้าง เหล่านี้ล้วนเป็นกุญแจสำคัญสู่ความยั่งยืน


การสูญเสียของ "วัลลภ" และเจ้าหน้าที่ผู้กล้าหาญอีกหลายชีวิต จึงไม่ควรสูญเปล่า หากแต่เป็นบทเรียนราคาแพงที่กระตุ้นเตือนสังคมให้หันมาใส่ใจปัญหานี้อย่างจริงจัง การผลักดันให้เกิดความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ประชาสังคม นักวิชาการ ปราชญ์ท้องถิ่น และชุมชน เป็นกุญแจดอกสำคัญสู่การอนุรักษ์ช้างอย่างยั่งยืน เพื่อให้ผู้พิทักษ์ป่าไม่ต้องเสี่ยงชีวิต และเพื่อให้มนุษย์กับช้างสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุลและเกื้อกูล นี่คือความหวังและความท้าทายที่เราทุกคนต้องช่วยกันเดินหน้าต่อไป เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของทั้งมนุษย์และช้างไทย



เรียบเรียง : ยศไกร รัตนบรรเทิง บรรณาธิการ TNN

___


ข้อมูลอ้างอิง:


- กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2567). สถิติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากช้างป่า.

- ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย. (2567). รายงานเจ้าหน้าที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับช้าง.


ข่าวที่เกี่ยวข้อง