วันช้างไทย 13 มีนาคม ทรู คอร์ปอเรชั่นนำ AI ผสานโซลูชัน TSEWS เพิ่มความแม่นยำ ระบบ เข้าใจช้าง

กรุงเทพฯ 13 มีนาคม 2569 - ในหลายพื้นที่ของโลก การพบช้างซึ่งเป็นสัตว์ป่ามีการบุกรุกหมู่บ้านหรือพื้นที่เกษตรไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สิ่งที่ตามมาคือความท้าทายในการอยู่ร่วมกันของธรรมชาติระหว่างมนุษย์กับสัตว์ป่า ปรากฏการณ์นี้ถูกเรียกว่าความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง หรือ Human-Elephant Conflict (HEC) ซึ่งเกิดบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น และกระจายตัวกว้างขึ้นทั่วโลก จากการเพิ่มขึ้นของประชากรมนุษย์ การขยายตัวของเมืองและพื้นที่เกษตร รวมถึงการสูญเสียถิ่นอาศัยของช้างป่า
ข้อมูลจาก องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ หรือ International Union for Conservation of Nature (IUCN) ระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสัตว์ป่าส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและวิถีชีวิตของชุมชน และอาจนำไปสู่การตอบโต้สัตว์ป่าซึ่งเป็นภัยต่อการอนุรักษ์ในระยะยาว การจัดการปัญหานี้อย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องทั้งชุมชนและสัตว์ป่า พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่นต่อการอนุรักษ์
การจัดการความขัดแย้งของปัญหานี้ ยังมีบทบาทสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมาย UN Vision for Biodiversity 2050 ที่ตั้งเป้าให้โลกในอนาคตเป็นสังคมที่ “มนุษย์อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล และสัตว์ป่ารวมถึงสิ่งมีชีวิตทุกชนิดได้รับการคุ้มครอง” ภายในปี พ.ศ. 2593
ในประเทศไทย “ช้าง” ถือเป็นสัตว์ที่ผูกพันกับวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์ของชาติไทยมาอย่างยาวนาน เป็นสัญลักษณ์แห่งพระราชอำนาจในอดีต เป็นพาหนะในการศึก และเป็นแรงงานสำคัญของสังคมไทยมาแต่โบราณ เพื่อรำลึกถึงคุณูปการของสัตว์คู่บ้านคู่เมืองชนิดนี้ วันที่ 13 มีนาคม ของทุกปีจึงถูกกำหนดให้เป็น “วันช้างไทย”
ปัจจุบันประเทศไทยมีช้างป่าประมาณ 4,000 กว่าตัว กระจายอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์กว่า 91 แห่งทั่วประเทศ แม้จำนวนช้างป่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่พื้นที่ป่าซึ่งเป็นถิ่นอาศัยกลับสวนทางลดลง จากการขยายตัวของพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชน ส่งผลให้พื้นที่ของคนและช้างทับซ้อนกันมากขึ้น
สถานการณ์นี้นำไปสู่ปัญหา HEC ซึ่งเกิดขึ้นในหลายประเทศที่มีช้างอาศัยอยู่ทั่วโลก ตัวอย่างเช่น อินเดีย ซึ่งมีประชากรช้างเอเชียมากที่สุดในโลก มีรายงานผู้เสียชีวิตจากช้างเฉลี่ยประมาณ 400–500 คนต่อปี ขณะที่ ศรีลังกา เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความรุนแรงของความขัดแย้งสูง โดยบางปีมีช้างเสียชีวิตจากเหตุปะทะกับมนุษย์มากกว่า 300 ตัวต่อปี
สำหรับประเทศไทย สถิติในช่วงปี พ.ศ. 2555–2567 พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุปะทะกับช้างป่าถึง 227 ราย และมีครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบมากกว่า 150,000 ครัวเรือน สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับสัตว์ป่าขนาดใหญ่
ในอดีตการแก้ไขปัญหามักใช้วิธีการดั้งเดิม เช่น การขุดคูแนวกันช้าง การติดตั้งรั้วไฟฟ้าแรงต่ำ หรือการจัดเวรยามเฝ้าระวังของชุมชน ซึ่งแม้จะช่วยลดความเสี่ยงได้ในบางพื้นที่ แต่ก็มีข้อจำกัดทั้งในด้านประสิทธิภาพ ต้นทุน และความยั่งยืน
ในยุคดิจิทัล เทคโนโลยีจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยลดความขัดแย้งดังกล่าว ปี พ.ศ. 2560 ทรู คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นบริษัทโทรคมนาคม-เทคโนโลยีชั้นนำของไทย ได้ร่วมมือกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และ WWF-ประเทศไทย ได้เริ่มพัฒนาโซลูชัน True Smart Early Warning System (TSEWS) ระบบเตือนภัยล่วงหน้าอัจฉริยะที่ผสานการทำงานของเครือข่าย 5G, 4G, IoT, กล้องอัจฉริยะ และล่าสุด ได้นำ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเฝ้าระวัง TSEWS โดย AI ที่พัฒนาขึ้นและติดตั้งอยู่ใน Cloud Server จะช่วย วิเคราะห์ คัดกรองภาพช้างและวัตถุต่างๆ ที่ส่งผ่านจากกล้องตามจุดต่างๆ ในพื้นที่ความขัดแย้ง ให้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้นจากนั้นระบบจะแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ไปยังเจ้าหน้าที่และชุมชน ทำให้สามารถเตรียมการและผลักดันช้างกลับเข้าสู่พื้นที่ป่าได้ก่อนที่จะเกิดความเสียหาย นอกจากนี้ AI ยังสามารถวิเคราะห์แนวโน้มการเคลื่อนที่ของช้างอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้การบริหารจัดการพื้นที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อลดความสูญเสียทั้งต่อชีวิตชาวบ้านและช้างป่า
นายประพาฬพงษ์ มากนวล หัวหน้าฝ่ายทรูปลูกปัญญา บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ทรูเชื่อว่าเทคโนโลยีสามารถสร้างสมดุลระหว่างมนุษย์และธรรมชาติได้ เราจึงนำ AI มาผสานโซลูชัน TSEWS ทำให้เราสามารถ ‘รู้จักช้าง’ ได้ดีขึ้น เข้าใจพฤติกรรมและเส้นทางการเคลื่อนที่ช้างป่าอย่างแม่นยำ เทคโนโลยีนี้จึงไม่เพียงช่วยลดความสูญเสีย แต่ยังช่วยเชื่อมความผูกพันระหว่างคนกับช้าง ให้สามารถอยู่ร่วมเกื้อกูลกันได้อย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล และเป็นการนำ AI มาใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตทั้งชาวบ้านและช้างป่า”
ระบบเฝ้าระวังช้างป่า หรือ TSEWS ที่มาพร้อม AI รองรับการใช้งานตามจุดต่างๆ ที่ ทรู และ กรมอุทยานฯ พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายอื่นๆ ดำเนินงานร่วมกัน ครอบคลุมพื้นที่ที่มีปัญหาวิกฤติความขัดแย้งของคนและช้างป่า อาทิ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่รอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และสระแก้ว
ผืนป่าแห่งนี้มีพื้นที่กว่า 674,352 ไร่ และถือเป็นป่าราบต่ำที่อุดมสมบูรณ์แห่งสุดท้ายของภาคตะวันออก เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสำคัญของช้างป่า รวมถึงสัตว์ป่าหายาก เช่น กระทิง และนกเงือก เป็นต้น
ในวันที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการลดลงของพื้นที่ธรรมชาติ เทคโนโลยีจึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือของความสะดวกสบาย แต่ยังเป็นสะพานสำคัญที่ช่วยให้มนุษย์และสัตว์ป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน เพื่อให้ “ช้างไทย” สัตว์คู่บ้านคู่เมือง ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าและสังคมไทยต่อไปในอนาคต
แน่นอนว่า สำหรับ ทรู คอร์ปอเรชั่น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง พัฒนาเทคโนโลยีและ AI อย่างไร แต่คือเราจะทำอย่างไรให้คนและช้างอยู่ร่วมกันได้ในโลกที่พื้นที่ธรรมชาติลดลงเรื่อย ๆ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
