คลังเล็งใช้ภาษีสรรพสามิตอุ้มราคาน้ำมัน ชูลดเฉพาะกลุ่ม E20-B20

#ทันหุ้น คลังเล็งใช้ภาษีสรรพสามิตอุ้มราคาน้ำมัน ชูกลยุทธ์ลดเฉพาะกลุ่ม E20-B20 ดันประโยชน์ตกถึงเกษตรกร พร้อมคุมเข้มวินัยการคลัง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรํบมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเตรียมใช้นโยบายลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อเป็นหนึ่งในมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนจากวิกฤตราคาพลังงาน โดยเน้นย้ำการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบร่วมกับกระทรวงพลังงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและไม่กระทบต่อฐานะทางการคลังของประเทศ
เปิด 3 เครื่องมือรับมือวิกฤตพลังงาน
เขากล่าวว่า จากการรับมือวิกฤตราคาพลังงานที่ส่งผลกระทบทั่วโลก รัฐบาลได้วางเครื่องมือในการดูแลราคาพลังงานไว้ 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักแรกที่นำมาใช้ในการพยุงราคา
2.การขอความร่วมมือดึงผลประโยชน์ส่วนเกินหรือลดค่าการกลั่นจากโรงกลั่น เพื่อนำมาช่วยลดราคาน้ำมันให้แก่ประชาชนและ
3. ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ผ่านมารัฐบาลยังไม่ได้นำมาใช้ เนื่องจากหากลดภาษีจะทำให้รายได้ของรัฐลดลง แต่รายจ่ายยังคงสูง และต้องแลกด้วยการกู้เงินเพิ่ม
“อย่างไรก็ตาม เมื่อเครื่องมือแรกอย่างกองทุนน้ำมันเริ่มตึงตัว รัฐบาลจึงอยู่ระหว่างการพิจารณาเตรียมนำเครื่องมือที่ 3 อย่างภาษีสรรพสามิตเข้ามาเสริมตามจังหวะเวลาที่เหมาะสม”
กางเงื่อนไขลดภาษี มุ่งช่วย E20 - B20 ประโยชน์ตกถึงเกษตรกรไทย
สำหรับหลักการและเงื่อนไขหากมีการตัดสินใจลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน กระทรวงการคลังมีแนวทางชัดเจนว่าจะ ไม่ใช้นโยบายลดแบบหว่านแห แต่จะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มน้ำมันชีวภาพ ได้แก่ E20 และ B20 เป็นหลัก
โดยน้ำมัน E20 มีส่วนผสมของเอทานอลซึ่งผลิตจากพืชผลทางการเกษตร เช่น อ้อย และมันสำปะหลังส่วนน้ำมัน B20 มีส่วนผสมของไบโอดีเซลซึ่งผลิตจากน้ำมันปาล์ม
“การกำหนดเงื่อนไขดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อให้เม็ดเงินและผลประโยชน์จากการลดภาษีตกไปถึงมือเกษตรกรไทยผู้ปลูกอ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมันโดยตรง”
ยึดกรอบวินัยการคลัง ป้องกันวิกฤตซ้อนวิกฤต
เขาย้ำว่า การใช้นโยบายภาษีจะต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับฐานะทางการคลัง โดยในปีงบประมาณปัจจุบัน (ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนกันยายน) ประเทศไทยมีกรอบวงเงินกู้คงเหลือ (Room) อยู่เพียงประมาณ10,000 กว่าล้านบาทเท่านั้น หากลดภาษีโดยไม่รอบคอบอาจเสี่ยงทำให้เกิดวิกฤตทางการคลังได้
ทั้งนี้ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง Fitch Ratings ยังคงมีความเชื่อมั่นต่อการบริหารจัดการพลังงานและการคลังของไทย เนื่องจากการรักษาวินัยการคลังเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะ"วิกฤตซ้อนวิกฤต" โดยในระยะถัดไป รัฐบาลจะประเมินช่องว่างทางการคลัง (Fiscal Space) สำหรับปีงบประมาณหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดทิศทางนโยบายที่สร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศและประโยชน์สูงสุดของประชาชน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
