อุทาหรณ์น้องเอย่า ฟ้าผ่ากลางสนามกอล์ฟ เปิดวิธีป้องกันอันตราย

การเสียชีวิตของ “น้องเอย่า” นักกอล์ฟเยาวชนวัย 15 ปี หลังประสบเหตุฟ้าผ่าระหว่างการแข่งขันกอล์ฟในจังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นอีกเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องกลับมาให้ความสำคัญกับมาตรการความปลอดภัยในการทำกิจกรรมกลางแจ้ง โดยเฉพาะช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวนและมีพายุฝนฟ้าคะนอง
อันตรายจากฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องมีฝนตกหนักในบริเวณนั้น ผู้ที่อยู่ในสนามกีฬา พื้นที่โล่ง หรือใกล้ต้นไม้ใหญ่ อาจได้รับอันตรายจากกระแสไฟฟ้า แม้ไม่ได้ถูกสายฟ้าผ่าลงร่างกายโดยตรง การติดตามสภาพอากาศและหยุดกิจกรรมตั้งแต่เริ่มมีสัญญาณพายุจึงเป็นมาตรการที่ช่วยลดความเสี่ยงได้
ย้อนเหตุการณ์น้องเอย่า ถูกฟ้าผ่าระหว่างแข่งขันกอล์ฟ
เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เวลาประมาณ 16.00 น. เกิดเหตุฟ้าผ่าภายในสนามกอล์ฟแห่งหนึ่ง พื้นที่ตำบลดอนเกาะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ขณะมีการแข่งขันกอล์ฟเยาวชน ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย
หนึ่งในผู้บาดเจ็บคือ “น้องเอย่า” เอยาวรินทร์ ประดับญาติ อายุ 15 ปี นักกอล์ฟเยาวชนหญิง ส่วนอีกรายเป็นแคดดี้หญิง อายุ 31 ปี
ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือน้องเอย่าซึ่งหมดสติและไม่มีสัญญาณชีพ โดยทำการช่วยฟื้นคืนชีพด้วยวิธี CPR จนหัวใจกลับมาเต้น ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลบางน้ำเปรี้ยวเพื่อรับการรักษา
ต่อมาวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ครอบครัวแจ้งข่าวการเสียชีวิตของน้องเอย่า หลังแพทย์พยายามให้การรักษาอย่างเต็มที่
ขณะเดียวกัน ครอบครัวได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการแจ้งหยุดการแข่งขันและมาตรการรับมือสภาพอากาศในสนามกอล์ฟ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องรอการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากผู้เกี่ยวข้อง
ฟ้าผ่าไม่ต้องรอฝนตก เหตุใดพื้นที่โล่งจึงอันตราย
สนามกอล์ฟเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังอันตรายจากฟ้าผ่า เนื่องจากมีลักษณะเป็นพื้นที่เปิดโล่งขนาดใหญ่ บางบริเวณมีต้นไม้สูงและแหล่งน้ำ รวมถึงจุดที่อยู่ห่างจากอาคารถาวร ทำให้ผู้ที่อยู่กลางสนามอาจต้องใช้เวลาในการเคลื่อนย้ายไปยังจุดหลบภัย
ข้อมูลจากสำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือ NOAA ระบุว่า ฟ้าผ่าสามารถเกิดขึ้นนอกบริเวณที่มีฝนตกได้ โดยสายฟ้าบางชนิดอาจผ่าลงห่างจากกลุ่มเมฆฝนหลายกิโลเมตร
แม้บริเวณที่ยืนอยู่ยังไม่มีฝนตก แต่หากได้ยินเสียงฟ้าร้อง แสดงว่ามีความเสี่ยงจากฟ้าผ่าแล้ว
นอกจากนี้ ผู้ประสบเหตุอาจได้รับอันตรายจากกระแสไฟฟ้าที่แพร่กระจายผ่านพื้นดิน หลังฟ้าผ่าลงบริเวณใกล้เคียง หรือจากการสัมผัสวัตถุที่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน ไม่จำเป็นต้องถูกฟ้าผ่าโดยตรงเสมอไป
ด้วยเหตุนี้ การหลบฝนใต้ต้นไม้ใหญ่ การยืนกลางสนาม หรือการอยู่ในศาลาเปิดโล่ง จึงไม่ใช่วิธีป้องกันฟ้าผ่าที่ปลอดภัย
5 ข้อควรรู้ ป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่า
กรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานด้านความปลอดภัยมีคำแนะนำให้ประชาชนติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้ง ขณะที่ NOAA และ CDC แนะนำวิธีลดความเสี่ยงจากฟ้าผ่า ดังนี้
1. ได้ยินเสียงฟ้าร้อง ต้องรีบเข้าที่หลบภัย
ไม่ควรรอให้ฝนตกหนักหรือเห็นฟ้าผ่าใกล้ตัว หากได้ยินเสียงฟ้าร้อง แม้ท้องฟ้าบริเวณนั้นยังเปิดโล่ง ควรหยุดกิจกรรมและเข้าไปในอาคารที่ปลอดภัยทันที
2. ห้ามหลบฝนใต้ต้นไม้ใหญ่
ต้นไม้ไม่ใช่ที่หลบฟ้าผ่าที่ปลอดภัย เพราะเมื่อฟ้าผ่าลงต้นไม้ กระแสไฟฟ้าอาจส่งผ่านลำต้นและพื้นดินไปยังผู้ที่อยู่ใกล้เคียงได้ รวมถึงควรหลีกเลี่ยงเสาไฟฟ้า รั้วโลหะ และพื้นที่สูง
3. รถยนต์ปิดมิดชิดช่วยป้องกันได้ แต่รถกอล์ฟไม่ปลอดภัย
รถยนต์หลังคาแข็งที่ปิดกระจกทุกบานสามารถใช้เป็นสถานที่หลบภัยได้ ต่างจากรถกอล์ฟ รถจักรยานยนต์ หรือศาลาเปิดโล่ง ซึ่งไม่สามารถป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่าได้อย่างเพียงพอ
4. รออย่างน้อย 30 นาทีหลังฟ้าร้องครั้งสุดท้าย
แม้ฝนจะหยุดตกแล้ว ไม่ควรรีบกลับไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง ควรรออย่างน้อย 30 นาที นับจากเสียงฟ้าร้องครั้งสุดท้าย หากมีเสียงฟ้าร้องอีก ให้เริ่มนับเวลาใหม่
5. หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำและอุปกรณ์ไฟฟ้าระหว่างพายุ
ผู้ที่อยู่ภายในอาคารควรหลีกเลี่ยงการอาบน้ำ ใช้ฝักบัว หรือสัมผัสอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับเต้ารับ เพราะกระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าอาจเดินทางผ่านระบบประปาและสายไฟได้ ส่วนโทรศัพท์มือถือที่ไม่ได้เสียบชาร์จสามารถใช้งานได้ตามปกติ CDC +1
หากพบคนถูกฟ้าผ่า ต้องช่วยอย่างไร
สิ่งที่ต้องทำทันทีคือโทรแจ้งสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 พร้อมระบุสถานที่เกิดเหตุและจำนวนผู้บาดเจ็บให้ชัดเจน
หลายคนอาจเข้าใจว่าผู้ถูกฟ้าผ่ายังคงมีกระแสไฟฟ้าอยู่ในร่างกาย จึงไม่กล้าเข้าไปช่วยเหลือ แต่ข้อมูลจาก CDC ยืนยันว่าร่างกายผู้ถูกฟ้าผ่าไม่ได้เก็บประจุไฟฟ้าเอาไว้ สามารถสัมผัสตัวและให้ความช่วยเหลือได้ โดยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยจากฟ้าผ่าซ้ำในบริเวณเกิดเหตุก่อน
หากผู้ประสบเหตุหมดสติและไม่หายใจตามปกติ ให้เริ่มกดหน้าอกช่วยฟื้นคืนชีพ หรือ CPR ทันที และใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ หรือ AED หากมีอุปกรณ์พร้อมใช้งาน โดยปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินจนกว่าทีมแพทย์จะมาถึง
สำหรับผู้ที่ยังรู้สึกตัว แม้ไม่มีบาดแผลภายนอก ก็ควรได้รับการตรวจจากแพทย์ เนื่องจากฟ้าผ่าอาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เกิดความผิดปกติทางระบบประสาท หรือมีอาการบาดเจ็บภายในร่างกายได้ CDC +1
สนามกีฬากลางแจ้งควรมีมาตรการรับมือฟ้าผ่า
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับน้องเอย่าทำให้ประเด็นความปลอดภัยระหว่างการแข่งขันกีฬากลางแจ้งได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะการติดตามสภาพอากาศ การประกาศหยุดการแข่งขัน และการจัดเตรียมสถานที่หลบภัยให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม
สำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือ NWS แนะนำให้ผู้จัดกิจกรรมกีฬากลางแจ้งมีผู้รับผิดชอบติดตามสภาพอากาศโดยเฉพาะ พร้อมกำหนดขั้นตอนหยุดการแข่งขันและอพยพนักกีฬาไปยังจุดปลอดภัยทันทีเมื่อเกิดความเสี่ยงจากฟ้าผ่า
นอกจากนี้ ควรมีแผนรองรับเหตุฉุกเฉินที่ชัดเจน ทั้งเส้นทางอพยพ อาคารหลบภัย การสื่อสารกับนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ รวมถึงความพร้อมของอุปกรณ์ช่วยชีวิต เช่น เครื่อง AED เพื่อให้สามารถช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับการแข่งขันกอล์ฟซึ่งใช้พื้นที่ขนาดใหญ่และมีนักกีฬากระจายอยู่ตามหลุมต่าง ๆ การแจ้งเตือนและเคลื่อนย้ายผู้เข้าร่วมแข่งขันออกจากสนามอย่างทั่วถึงจึงมีความสำคัญ โดยมาตรการเหล่านี้ควรดำเนินการตั้งแต่เริ่มพบสัญญาณพายุ ไม่ใช่รอจนเกิดฟ้าผ่าภายในสนาม weather.gov
กรณีการเสียชีวิตของน้องเอย่าเป็นความสูญเสียที่ครอบครัวและวงการกอล์ฟเยาวชนต้องเผชิญ ขณะเดียวกัน ยังเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้จัดการแข่งขันกีฬา โรงเรียน และประชาชนที่ทำกิจกรรมกลางแจ้งให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังพายุฝนฟ้าคะนอง การมีจุดหลบภัยที่เหมาะสม และการเตรียมพร้อมช่วยชีวิตเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
เพราะเมื่อมีสัญญาณฟ้าร้องหรือฟ้าแลบ การหยุดกิจกรรมและเข้าที่ปลอดภัยทันที คือวิธีลดความเสี่ยงที่สำคัญที่สุด
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
