อำนาจเหนือกฎหมาย ‘รัฐล้มเหลว’ คือคำตอบต่อไป?

บุกเวเนซุเอลา คือประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ไม่ใช่เรื่องใหม่?
เหตุการณ์ที่สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงและอ้างการจับกุมนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีของเวเนซุเอลาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (3 ม.ค.) ทีมข่าว TNN World ได้มีโอกาสสัมภาษณ์มุมมองจาก ผศ.ดร.เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านลาตินอเมริกาศึกษา ซึ่งไม่ได้มองว่าเป็น “เหตุการณ์เฉพาะหน้าหรือการตัดสินใจฉับพลัน” หากแต่เป็น “การทำซ้ำของรูปแบบเดิม” ที่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับลาตินอเมริกามาแล้วหลายครั้ง เพียงแต่ถูกนำกลับมาใช้ในบริบทโลกที่เปลี่ยนไป
โดยผศ.ดร.เชาวฤทธิ์ อธิบายถึงรากฐานทางความคิดของการดำเนินการลักษณะนี้ที่สามารถย้อนกลับไปถึง “วาทะมอนโร” (Monroe Doctrine) ซึ่งประกาศตั้งแต่ปี ค.ศ. 1823 ในสมัยประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร โดยมีแก่นหลักคือการยืนยันว่าทวีปอเมริกาเป็นเขตอิทธิพลของสหรัฐฯ และไม่ควรถูกแทรกแซงจากยุโรป แม้ในช่วงแรกจะถูกอธิบายว่าเป็นนโยบายเพื่อ “คุ้มครองภูมิภาค” แต่เมื่อสหรัฐฯ ก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจเต็มรูปแบบในศตวรรษที่ 20 วาทะดังกล่าวกลับถูกตีความและนำไปใช้ในเชิงรุกมากขึ้น กลายเป็นเหตุผลรองรับการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศในลาตินอเมริกาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง
ผศ.ดร.เชาวฤทธิ์ชี้ว่า เหตุการณ์ในเวเนซุเอลาครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ในเชิงโครงสร้าง เพราะในอดีตสหรัฐฯ เคยมีบทบาททางทหารในเวเนซุเอลามาแล้วตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20
การดำเนินการครั้งนี้จึงสะท้อนตัวตนของสหรัฐฯ ในฐานะมหาอำนาจอันดับหนึ่ง ที่พร้อมใช้อำนาจของตนเองเมื่อเห็นว่าประเทศเป้าหมายไม่ตอบสนองต่อผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะในกรณีประเทศที่มีทรัพยากรสำคัญอย่างน้ำมัน ผศ.ดร.เชาวฤทธิ์มองว่าความแตกต่างระหว่างเวเนซุเอลากับประเทศอื่นในภูมิภาค ไม่ได้อยู่ที่อุดมการณ์ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่มูลค่าทางทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีความสำคัญต่อสหรัฐฯ ในระยะยาว
การจับกุมผู้นำรัฐเช่นนี้ “ข้ามเส้น”?
การจับกุมผู้นำรัฐในลักษณะที่สหรัฐฯ ดำเนินการต่อเวเนซุเอลาเช่นนี้นั้น ผศ.ดร.เชาวฤทธิ์ประเมินว่า เป็นการ “ข้ามเส้น” อย่างชัดเจนในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าข่ายละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง เพราะไม่มีหลักกฎหมายระหว่างประเทศฉบับใดเปิดทางให้รัฐหนึ่งล่วงละเมิดอธิปไตยของอีกรัฐ เพื่อเข้าไปจับกุมผู้นำของประเทศนั้นได้ การดำเนินการลักษณะนี้จึงถูกมองว่าไม่สามารถทำได้ตามหลักการสากล และเป็นความผิดทางกฎหมายระหว่างประเทศในระดับที่ “ข้ามเส้น” อย่างชัดเจนผศ.ดร.เชาวฤทธิ์ยังมองว่า แม้ในทางกฎหมายจะทำไม่ได้ แต่สหรัฐฯ เลือกจะทำเพราะใช้อำนาจตามอำเภอใจในฐานะมหาอำนาจ “เบอร์ 1 ของโลก” ที่มีอำนาจสูงสุด และตัดสินใจดำเนินการตามความต้องการของตนเอง โดยเลือกแทรกแซงเฉพาะประเทศที่มีผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น เวเนซุเอลาที่มีน้ำมันสำรองมหาศาล แตกต่างจากประเทศอื่นในแถบใกล้กันอย่างฮอนดูรัส และเอลซัลวาดอร์ที่มีสินค้าส่งออกอย่าง “กล้วยหอม” ซึ่งสหรัฐฯ จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวแม้ประเทศเหล่านั้นต่างกำลังตกอยู่ภายใต้สถานการณ์สงครามกลางเมืองอยู่ก็ตามอีกประเด็นที่ถูกย้ำคือความไม่ชัดเจนของหลักฐานรองรับ ผศ.ดร.เชาวฤทธิ์เปรียบเทียบกับกรณีการจับกุมนายพลมานูเอล นอริเอกา อดีตผู้นำปานามาในปี 1989 ซึ่งในเวลานั้นมีหลักฐานเกี่ยวกับการค้ายาเสพติดที่ชัดเจน แต่ในกรณีของมาดูโร ผศ.ดร.เชาวฤทธิ์ระบุว่า ข้อหาค้ายาเสพติดที่สหรัฐฯ ใช้กลับ “ไม่มีหลักฐานสนับสนุนที่เห็นเด่นชัดเป็นรูปธรรม” (No evident support) จึงยิ่งทำให้การดำเนินการถูกตั้งคำถามหนักขึ้นนอกจากนี้ ผศ.ดร.เชาวฤทธิ์ชี้ว่า ปฏิบัติการลักษณะนี้ถูกมองว่าเป็นการรุกล้ำอำนาจอธิปไตย จนเกิดกระแสประณามในระดับนานาชาติ โดยประเทศส่วนใหญ่ในลาตินอเมริกา รวมถึงเลขาธิการสหประชาชาติ (UN) แสดงท่าทีว่าเป็นการกระทำที่ “ยอมรับไม่ได้”
ทำไมปฏิบัติการนี้จึง “จบไว ไม่ยืดเยื้อ”?
ผศ.ดร.เชาวฤทธิ์ อธิบายว่า เหตุที่ปฏิบัติการครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการ “ตัดเกมเร็ว” มากกว่าจะลากยาวไปสู่สงครามยืดเยื้อหรือการวางกำลังระยะยาว มีปัจจัยหนุนสำคัญหลายด้านที่ประกอบกัน
ประการแรก ผศ.ดร.เชาวฤทธิ์ชี้ไปที่ “สัญญาณจากประชาคมโลก” โดยอ้างว่าการที่มารีอา โครินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้าน ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ถูกตีความว่าเป็น “สัญญาณ” ที่เพิ่มความชอบธรรมในเชิงสัญลักษณ์ให้ฝ่ายที่สนับสนุนการเดินหน้าของสหรัฐฯ และถูกมองในเชิง “อนุญาต” ทางการเมืองแบบนัยยะ แม้จะไม่ใช่อำนาจตามกฎหมายก็ตาม
ประการที่สอง คือความพร้อมและท่าทีของฝ่ายฝ่ายค้าน ผศ.ดร.เชาวฤทธิ์ระบุว่า มาชาโดแสดงจุดยืนสนับสนุนกิจกรรมทางการทหารของสหรัฐฯ อย่างชัดเจน และมีท่าทีว่าจะเปิดทางให้ต่างชาติ โดยเฉพาะบริษัทพลังงานอย่างเชฟรอน เข้ามาบริหารจัดการกิจการน้ำมันทันทีหากได้อำนาจ การมี “ตัวแทนที่พร้อมรับช่วงต่อ” ตามกรอบผลประโยชน์ที่สหรัฐฯ ต้องการ จึงทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องทำให้สถานการณ์ยืดเยื้อเพื่อสร้างโครงสร้างการปกครองใหม่จากศูนย์
ประการที่สาม ผศ.ดร.เชาวฤทธิ์มองว่า ปัจจัยด้านกองกำลังของเวเนซุเอลาเองเอื้อให้ปฏิบัติการ “จบเร็ว” โดยประเมินว่า กองทัพเวเนซุเอลาไม่ได้เข้มแข็งจริงอย่างที่สื่อสารต่อสาธารณะ และในทางปฏิบัติถูกมองว่าเป็นกองทัพที่เน้นภาพลักษณ์ เช่นการเดินพาเหรด มากกว่าขีดความสามารถในการรบจริง ดังนั้นการเข้าถึงตัวผู้นำจึงถูกมองว่าสามารถทำได้รวดเร็วโดยไม่ต้องเผชิญการต้านทานที่รุนแรง
ประการที่สี่ คือบริบทโลกที่เปลี่ยนไป ในปี 2026 การเข้าไปยึดครองประเทศอื่นแบบระยะยาวทำได้ยากขึ้นจากแรงกดดันของประชาคมโลก และแรงต้านจากประเทศเพื่อนบ้านสำคัญอย่างบราซิลและโคลอมเบียที่ไม่เห็นด้วยกับการทำให้สถานการณ์บานปลาย การเลือกวิธี “ตัดให้ขาด” ด้วยการจัดการผู้นำ แล้วประกาศควบคุมสถานการณ์ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จึงถูกมองว่าเป็นทางเลือกที่เร็วกว่าและเสี่ยงน้อยกว่าในเชิงการเมืองระหว่างประเทศเมื่อเทียบกับการยืดเยื้อ
ประการสุดท้าย ผศ.ดร.เชาวฤทธิ์เชื่อมเหตุผลเข้ากับ “เป้าหมายด้านทรัพยากร” โดยมองว่าวัตถุประสงค์หลักของสหรัฐฯ คือการเข้าไปบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานและน้ำมัน เมื่อสามารถขจัดอุปสรรคหลักอย่างมาดูโรออกไปได้ การเข้าถึงสิ่งที่ต้องการก็สามารถเดินหน้าต่อได้ทันที ผ่านรัฐบาลใหม่ที่สหรัฐฯ สนับสนุน โดยไม่ต้องใช้ต้นทุนทางทหารและการเมืองจากการครอบครองระยะยาว
ปฏิกิริยาในลาตินอเมริกา กระทบภูมิภาค?
ปฏิกิริยาในภูมิภาคลาตินอเมริกาต่อการแทรกแซงของสหรัฐฯ และการจับกุมมาดูโร สะท้อนความหลากหลาย แต่ภาพรวม “ส่วนใหญ่” เป็นไปในทิศทางคัดค้าน
ไม่ว่าจะเป็นจากกระแสประณามของประเทศส่วนใหญ่ในลาตินอเมริกา โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดเอียงซ้าย หลายประเทศออกมาร่วมกันคัดค้านและประณามการกระทำของสหรัฐฯ โดยมองว่าเป็นการรุกล้ำอำนาจอธิปไตย และเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง
ขณะที่ท่าทีของประเทศเพื่อนบ้านที่มีอิทธิพลสูงในภูมิภาคอย่างบราซิลและโคลัมเบีย ซึ่งประกาศจุดยืนชัดเจนว่าไม่ยอมรับการดำเนินการครั้งนี้ของสหรัฐฯ ผศ.ดร.เชาวฤทธิ์ชี้ว่า เมื่อประเทศ “ยักษ์ใหญ่” ในภูมิภาคไม่เอาด้วย ย่อมกระทบต่อเสถียรภาพและต่อความสามารถของสหรัฐฯ ในการบริหารจัดการสถานการณ์ระยะยาวในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงกรณีของประเทศอย่าง “ตรินิแดดและโตเบโก” ที่อนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้สนามบินในปฏิบัติการครั้งนี้ โดยผศ.ดร.เชาวฤทธิ์อธิบายว่า เป็นเพราะตรินิแดดและโตเบโก เป็นอดีตอาณานิคมของอังกฤษ และรัฐบาลอังกฤษเองก็ออกมาประกาศสนับสนุนสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ แต่ในเวลาเดียวกัน ผศ.ดร.เชาวฤทธิ์มองว่า ตรินิแดดและโตเบโก ไม่ได้มีบทบาทและอำนาจต่อรองมากขนาดนั้น อีกทั้งยังอยู่ในกลุ่มประเทศแถบแคริบเบียนซึ่งแยกส่วนจากลาตินอเมริกาภาคพื้นทวีป ดังนั้นจึงไม่มีอิทธิพลมากนักต่อความรู้สึกของคนในภูมิภาคลาตินอเมริกาโดยรวม
เวเนซุเอลา ต่อจากนี้ ส่อแวว “รัฐล้มเหลว”?
ส่วนคำถามสำคัญคือ เวเนซุเอลาในวันที่ไร้ซึ่งผู้นำอย่างมาดูโร จะเป็นอย่างไรต่อจากนี้ ผศ.ดร.เชาวฤทธิ์ มองไปข้างหน้าในหลายประเด็น ดังนี้
ประเด็นแรก คือความแตกแยกในสังคมที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ปัจจุบันสังคมเวเนซุเอลาแบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน แม้เศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะย่ำแย่ แต่มาดูโรยังคงมีฐานสนับสนุนที่จงรักภักดีอย่างเหนียวแน่น เนื่องจากรัฐบาลของเขาและฮูโก ชาเวซ อดีตประธานาธิบดี เคยดำเนินนโยบายที่สร้างผลประโยชน์และยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนกลุ่มยากจน เช่น การเพิ่มอัตราการรู้หนังสือ การที่ผู้นำประเทศถูกจับกุมโดยกองกำลังต่างชาติ จึงสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงในหมู่ผู้สนับสนุน และมีแนวโน้มก่อให้เกิดการต่อต้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้การเปลี่ยนผ่านอำนาจไม่สามารถดำเนินไปอย่างราบรื่น
ประเด็นที่ 2 คือความเสี่ยงที่เวเนซุเอลาจะเข้าสู่ภาวะ “รัฐล้มเหลว”
มีความกังวลอย่างสูงว่าเวเนซุเอลาอาจกลายเป็นรัฐที่ไร้เสถียรภาพในระยะยาว โดยมีการเปรียบเทียบกับกรณีที่สหรัฐฯ เคยเข้าไปแทรกแซงในอิรักและอัฟกานิสถาน ซึ่งการเปลี่ยนผ่านอำนาจที่ล้มเหลวได้นำไปสู่สภาวะรัฐล้มเหลวที่ยังไม่สามารถฟื้นฟูความสงบได้จนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตว่าสหรัฐฯ ไม่มีแผนการที่ชัดเจนรองรับว่า หลังจากการจับกุมผู้นำแล้ว จะมีแนวทางบริหารจัดการประเทศอย่างไร และจะควบคุมสถานการณ์ได้นานเพียงใด
ประเด็นที่ 3 คือกระแสต่อต้านการแทรกแซงและการละเมิดอธิปไตย
การกระทำของสหรัฐฯ ถูกมองว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และเป็นการลุกล้ำอำนาจอธิปไตยของเวเนซุเอลา ซึ่งอาจกลายเป็นชนวนสำคัญให้เกิดกระแสต่อต้านสหรัฐฯ ในระยะยาว แม้แต่ในกลุ่มประชาชนที่ไม่สนับสนุนมาดูโรเอง ก็อาจไม่พอใจต่อการที่ประเทศมหาอำนาจเข้ามาจับกุมผู้นำ และแสดงท่าทีว่าจะเข้ามาจัดการทรัพยากรภายในประเทศ
ประเด็นที่ 4 คือความขัดแย้งเรื่องการจัดการทรัพยากรน้ำมัน
วัตถุประสงค์ที่ถูกมองว่า “โจ่งแจ้ง” และ “มูมมาม” ของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ ซึ่งเน้นผลประโยชน์เรื่องน้ำมันในการเข้าควบคุมโครงสร้างพื้นฐานและกิจการน้ำมันของเวเนซุเอลา ซึ่งมีปริมาณน้ำมันสำรองคิดเป็นประมาณ 20% ของโลก จะกลายเป็นประเด็นหลักที่สร้างความไม่มั่นคงทางการเมือง การที่ฝ่ายต่อต้านอย่างมาชาโดประกาศชัดเจนว่าจะเปิดโอกาสให้บริษัทต่างชาติ เช่น เชฟรอน เข้ามาบริหารจัดการอุตสาหกรรมน้ำมัน ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของการแทรกแซงเพื่อแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และมีแนวโน้มกระตุ้นการต่อต้านอย่างรุนแรงจากประชาชนที่ต้องการปกป้องทรัพยากรของชาติ
ประเด็นที่ 5 คือปฏิกิริยาจากประเทศเพื่อนบ้านและเสถียรภาพระดับภูมิภาค
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เสถียรภาพในระดับภูมิภาคสั่นคลอน ประเทศเพื่อนบ้านที่มีบทบาทสำคัญ เช่น บราซิลและโคลัมเบีย ต่างออกมาประณามการกระทำของสหรัฐฯ การที่ประเทศส่วนใหญ่ในลาตินอเมริกาไม่ยอมรับการดำเนินการครั้งนี้ อาจทำให้เวเนซุเอลาภายใต้รัฐบาลใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ถูกโดดเดี่ยวทางการทูต หรือเผชิญความตึงเครียดตามแนวชายแดนในอนาคต
ฝ่ายค้านวันนี้พร้อมหรือยัง?
เมื่อถามถึงความพร้อมของฝ่ายค้านว่า ในห้วงสุญญากาศทางอำนาจเช่นนี้ บทบาทของฝ่ายค้านพร้อมแล้วหรือยัง? ผศ.ดร.เชาวฤทธิ์มองว่า เวเนซุเอลาภายใต้การนำของมาชาโดและตัวเลือกที่เธอเสนอชื่อผู้นำอย่าง เอ็ดมันโด กอนซาเลส สะท้อนภาพที่ซับซ้อนของการ “พร้อมรับอำนาจ” แต่ยังเผชิญความท้าทายรอบด้านในเชิงเสถียรภาพทางการเมืองและสังคม
ในแง่การสืบทอดอำนาจ ฝ่ายค้านมีความชัดเจนมากกว่าทุกช่วงที่ผ่านมา มาชาโดประกาศสนับสนุนให้กอนซาเลสขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเปิดเผย และมีสัญญาณว่าฝ่ายค้านได้เตรียมโครงสร้างทางการเมืองไว้รองรับการเปลี่ยนผ่านแล้ว ผศ.ดร.เชาวฤทธิ์ระบุว่า ฝ่ายค้านไม่ได้อยู่ในสถานะ “รอดูสถานการณ์” แต่มีความต้องการและความพร้อมที่จะเข้ามาบริหารประเทศทันทีหากเงื่อนไขเอื้ออำนวย ซึ่งต่างจากฝ่ายค้านในอดีตที่มักแตกเป็นหลายขั้วและขาดเอกภาพ
อย่างไรก็ตาม ความพร้อมดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ หากแต่ผูกโยงอย่างใกล้ชิดกับจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ที่สอดรับกับมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐฯ มาชาโดแสดงท่าทีสนับสนุนบทบาทของวอชิงตันอย่างชัดเจน ทั้งในเชิงการเมืองและความมั่นคง พร้อมส่งสัญญาณความร่วมมือเชิงสัญลักษณ์ในระดับสูง
นอกจากนี้ ฝ่ายค้านยังแสดงจุดยืนเรื่องทรัพยากรอย่างตรงไปตรงมา โดยพร้อมเปิดภาคพลังงานให้บริษัทต่างชาติเข้ามาบริหารจัดการ ซึ่งสอดคล้องกับผลประโยชน์หลักของสหรัฐฯ และถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ฝ่ายค้านได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากภายนอก
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผศ.ดร.เชาวฤทธิ์ชี้ว่าความท้าทายที่แท้จริงของฝ่ายค้านไม่ได้อยู่ที่การ “ขึ้นสู่อำนาจ” แต่อยู่ที่การ “รักษาอำนาจ” อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า สังคมเวเนซุเอลายังคงแตกแยกอย่างรุนแรง ฐานสนับสนุนของมาดูโรและพรรคสังคมนิยมซึ่งมีรากลึกจากยุคฮูโก ชาเวซ ยังไม่ได้หายไป และมีศักยภาพในการต่อต้านการเปลี่ยนผ่านที่ถูกมองว่าเกิดจากแรงกดดันภายนอก
ขณะเดียวกัน ยังไม่มีความชัดเจนว่าหลังจากการแทรกแซงของสหรัฐฯ บทบาทของวอชิงตันจะสิ้นสุดลงเมื่อใด และจะถอยออกอย่างไร ช่องว่างในเรื่องกรอบการบริหารช่วงเปลี่ยนผ่านและความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะบราซิลและโคลัมเบีย ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการแทรกแซงครั้งนี้ อาจกลายเป็นแรงกดดันต่อรัฐบาลใหม่ตั้งแต่วันแรก
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
