รีเซต

ส่งออกไปต่อแม้โดน 12.5% วางเกมก่อนแห่ปรับเป้า SET

ส่งออกไปต่อแม้โดน 12.5% วางเกมก่อนแห่ปรับเป้า SET
ทันหุ้น
27 กรกฎาคม 2569 ( 02:10 )

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังประกาศปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัวเป็น 2.5% จากเดิมที่เคยประเมินไว้เมื่อเดือนเมษายนที่ 1.6% สะท้อนสัญญาณการฟื้นตัว โดยเฉพาะภาคการส่งออกและการลงทุนที่เติบโตเกินคาด สำหรับกรณีที่ไทยถูกปรับขึ้นอัตราภาษีจากสหรัฐเป็น 12.5% เชื่อว่าจะยังไม่มีผลกระทบในระยะนี้

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ  รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "ทันหุ้น" ว่า การปรับเพิ่มประมาณการ GDP ของกระทรวงการคลัง ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ เนื่องจากก่อนหน้านี้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการปรับมุมมองขึ้นมาแล้ว จากการส่งออกที่เติบโตดี โดยตัวเลขส่งออกของไทย เดือนมิถุนายน 2569 สูงถึง 34,655.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 20.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ครึ่งปีแรก การส่งออกมีมูลค่า 196,741.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 17.6% 

นอกจากนี้ยังมีการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและการลงทุนของภาครัฐที่ดี ขณะที่การบริโภคในประเทศเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวปลายไตรมาส 2 จากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล หากไม่มีสถานการณ์รุนแรงจนราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นไปถึง 140-150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลังจะมีความต่อเนื่อง

 สำหรับประเด็นที่สหรัฐประกาศเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 12.5% ซึ่งสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านนั้น ผลกระทบจะอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากส่วนต่างระหว่าง 10% หรือ 12.5% ไม่ได้มีนัยสำคัญมากนัก อีกทั้งสินค้าที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มสินค้าเกษตร ขณะที่สินค้าส่งออกหลักของไทยในภาคอุตสาหกรรมและ อิเล็กทรอนิกส์ ส่วนใหญ่ได้รับการยกเว้นภาษีในกลุ่มนี้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังมากกว่าคือการเปิดสอบสวนตาม มาตรา 301 (Section 301) ของสหรัฐ ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับขึ้นภาษีในระดับที่รุนแรงกว่าเดิมได้ แต่ในระยะสั้น ประเด็นภาษี 12.5% นี้ยังไม่ใช่ปัจจัยที่น่ากังวลสำหรับภาคการส่งออกไทย

นายกิจพณ ระบุว่า ค่าเงินบาทมีความโน้มเอียงในทางอ่อนค่า ตราบใดที่ราคาน้ำมันดิบยังยืนอยู่ในระดับสูง เนื่องจากประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันในปริมาณมาก หากราคาน้ำมันสูงจะทำให้ไทยขาดดุลการค้าและส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังดุลบัญชีเดินสะพัด ด้วยปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ไม่ได้แย่และมีความเสถียร ทำให้เชื่อว่าการอ่อนค่าของเงินบาทจะมีกรอบจำกัดอยู่ที่ประมาณ 34.00 - 34.50 บาทต่อดอลลาร์ 

               โดยต้องจับตาความเสี่ยงสำคัญในอีก 1-2 เดือนข้างหน้าคือสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงทะเลแดง ซึ่งอาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นได้ โดยเฉพาะหากหน้าตักของน้ำมันสำรองที่ระบายออกมาก่อนหน้านี้หมดลง ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วหากเกิดวิกฤติซ้ำเติม

@ กลยุทธ์รอซื้อ รับเพิ่มเป้า  SET

               นายกิจพณ กล่าวด้วยว่า สำหรับหุ้นไทย EPS ของ SET Index ได้ปรับตัวขึ้นมาแตะระดับ 100 จากต้นปีที่อยู่ระดับ 90 บวก-ลบ ขณะที่เป้าหมายดัชนีใน Bloomberg Consensus แบบ Bottom-up ที่รวมราคาเหมาะสมของหุ้นรายตัว พุ่งสูงถึง 1,765 จุด แม้ว่าเป้าหมายจากนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จะยังคงอยู่ที่ประมาณ 1,500 - 1,650 จุดก็ตาม สิ่งนี้สะท้อนว่าหากผลประกอบการไตรมาสนี้ออกมาตามคาด อาจจะเห็นการปรับเป้าหมายดัชนี SET ขึ้นในช่วงถัดไป

               ในส่วนของกลุ่ม ธนาคาร แม้จะได้อานิสงส์จากการปรับขึ้น GDP แต่ในระยะสั้นราคาหุ้นอาจเริ่มมีอัพไซด์ที่จำกัดเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี เนื่องจากสะท้อนข่าวดีไปพอสมควรแล้ว

แนะนำกลยุทธ์ "รอซื้อเมื่อย่อตัว" เนื่องจากหุ้นหลายกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นมาแรงตั้งแต่ต้นปี เช่น กลุ่มธนาคาร อิเล็กทรอนิกส์ และรับเหมาก่อสร้าง อาจเผชิญแรงขายทำกำไรในระยะสั้นโดยเน้นการทำ Sector Rotation ไปยังกลุ่มที่ยังปรับตัวขึ้นไม่มากแต่อิงกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ

แบ่งธีมการลงทุนออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้  AI และ Data Center ซึ่งเป็นวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ของไทย แนะนำ GULF, WHA และ BGRIM ธีมการฟื้นตัวของ GDP และเศรษฐกิจในประเทศ แนะนำกลุ่มธนาคารใหญ่และไฟแนนซ์ BBL, KTB, KTC, MTC และกลุ่มค้าปลีกอย่าง CRC

ธีมหุ้นที่ราคาย่อตัวลงมาลึกในช่วง 2-3 ปี เน้นกลุ่มการแพทย์และท่องเที่ยวที่คาดว่าจะฟื้นตัวเด่นในครึ่งปีหลัง ได้แก่ BH, MINT และ CENTEL

ข่าวที่เกี่ยวข้อง