BAM ปั้นพอร์ตคุณภาพ โฟกัสสร้างกำไรสุทธิโต

#BAM #ทันหุ้น - BAM ปรับโมเดลธุรกิจ จาก “ซื้อหนี้-เร่งเรียกเก็บ” สู่ บริหารสินทรัพย์ โฟกัส “กำไรสุทธิ” คุมต้นทุน ดันโมเดล Asset Light สินทรัพย์ 1-1.2 แสนล้านบาท - ยกระดับคุณภาพพอร์ต เน้นลดอายุเฉลี่ยมูลหนี้ลง ลุ้นกำไรแตะ 2 พันล้านบาท จากกำไรปกติในส่วนของบริษัท 1.2 พันล้านบาท จากบริษัทลูก 1.5-2 ร้อยล้านบาท และ JV ใหม่อีกราว 500 ล้านบาท
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างปรับกลยุทธ์การดำเนินงาน จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับ “ผลเรียกเก็บ” มาเป็นการมุ่งสร้างการเติบโตของกำไรสุทธิ โดยเน้นบริหารคุณภาพพอร์ต ควบคุมต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ เพื่อยกระดับคุณภาพกำไรและผลักดันการเติบโตสู่บรรทัดสุดท้ายของงบการเงิน
ลดอายุเฉลี่ยหนี้ในพอร์ต
ปัจจุบันหนี้ในพอร์ตของบริษัทมีอายุเฉลี่ยสั้นลง โดยได้รับปัจจัยหนุนจากมาตรฐานบัญชี TFRS9 ทำให้ธนาคารพาณิชย์เร่งบริหารและตัดขายหนี้เสีย (NPL) เร็วขึ้น ส่งผลให้บริษัทสามารถเข้าถึงพอร์ตหนี้อายุน้อยและมีโอกาสปรับโครงสร้างหนี้ง่ายขึ้น ทำให้ผลเรียกเก็บสามารถเปลี่ยนเป็นกำไรสุทธิได้เร็วและสม่ำเสมอขึ้น เนื่องจากลูกหนี้ส่วนใหญ่ยังมีรายได้และสามารถติดต่อได้
“บริษัทมองว่าผลเรียกเก็บในระดับสูงไม่ได้สะท้อนกำไรที่แท้จริงเสมอไป เนื่องจากยังมีต้นทุนในการบริหารและติดตามหนี้ ดังนั้น เป้าหมายสำคัญในระยะต่อไปจึงอยู่ที่การสร้างผลตอบแทนจากสินทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่กับการลดต้นทุนดำเนินงาน การคัดเลือกพอร์ตหนี้ที่มีคุณภาพ ปรับโครงสร้างหนี้บนฐานเงินต้น และบริหารขนาดสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับเหมาะสม เพื่อยกระดับความสามารถในการสร้างกำไรอย่างยั่งยืน”
อีกหนึ่งแกนสำคัญคือการเดินหน้ากลยุทธ์ Asset Light โดยบริษัทต้องการควบคุมขนาดสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับประมาณ 100,000-120,000 ล้านบาท เพื่อไม่ให้ฐานสินทรัพย์ขยายตัวเร็วจนกลายเป็นภาระด้านต้นทุน พร้อมมุ่งลดอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ (Cost to Income) ผ่านการปรับโครงสร้างการดำเนินงาน
นอกจากนี้ บริษัทจะใช้ บริษัทร่วมทุน (JV) และบริษัทลูก เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการพอร์ตและต้นทุน โดยกระจายภาระงานตามประเภทและลักษณะของหนี้ไปยังแต่ละหน่วยธุรกิจ ขณะที่ JV แต่ละแห่งมีศักยภาพสร้างกำไรกลับมายังบริษัทแม่ประมาณ 100 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดต้นทุนดำเนินงานของบริษัทในระยะยาว
สำหรับ Key Success Driver สำคัญของบริษัทในรอบนี้อยู่ที่พอร์ตหนี้ใหม่มูลค่า 10,000 ล้านบาท จากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ซึ่งบริษัทเข้าซื้อในราคาประมาณ 20-23% ของมูลค่าหนี้ และเป็นพอร์ตที่มีอายุหนี้ค่อนข้างน้อยและมีคุณภาพ โดยคาดว่าจะสามารถสร้างกำไรสุทธิทางบัญชีเฉลี่ยประมาณ 500-700 ล้านบาทต่อปี ในช่วง 7 ปี ทำให้พอร์ตดังกล่าวมีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มกำไรสทุธิ (Net Profit)
สำหรับเป้าหมายผลประกอบการปี 2569 BAM คาดหวังกำไรจากการดำเนินงานปกติจะอยู่ที่ประมาณ 1,200 ล้านบาท แบ่งเป็นกำไรช่วงครึ่งปีแรกประมาณ 500 ล้านบาท และคาดว่าครึ่งปีหลังจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 700 ล้านบาท จากการปรับประสิทธิภาพการบริหารพอร์ตและต้นทุน ขณะที่พอร์ตหนี้ใหม่ 10,000 ล้านบาท จะเข้ามาช่วยหนุนกำไรอีกประมาณ 500-700 ล้านบาท
“ภาพดังกล่าวจึงสะท้อนว่า BAM กำลังเปลี่ยนจากโมเดล “ซื้อหนี้-เร่งเรียกเก็บ” ไปสู่ “บริหารพอร์ต-บริหารต้นทุน-บริหารกำไร” โดยหัวใจไม่ได้อยู่ที่การทำให้ยอดเรียกเก็บสูงที่สุด แต่เป็นการเลือกสินทรัพย์ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูง ควบคุมต้นทุนให้เหมาะสม และเปลี่ยนกระแสเงินสดจากพอร์ตให้ไหลผ่านมายัง Bottom Line ได้มากขึ้น”
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
