ธปท.ไอเดียเด็ดค้ำประกัน ปั๊มสินเชื่อใหม่ 2 แสนล้าน

#ธปท. #ทันหุ้น - “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าฯ ธปท. ประกาศดัน 3 กลไก ช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อ ทั้ง SME Credit Portal–ค้ำประกันรูปแบบใหม่–Alternative Data หวังดันสินเชื่อใหม่สูงสุด 2 แสนล้านบาทต่อปี คาดเริ่มปลายปีนี้ถึงปี 2570 แก้เกมรายใหม่ถูกปฏิเสธสินเชื่อสูงถึง 78%
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ได้เตรียมแนวทางเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้นผ่าน 3 กลไกที่สำคัญ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ช่วงปลายปีนี้ถึงปี 2570 ประกอบด้วย 1. โครงการ SME Credit Portal 2.การสร้างกลไกค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่ และ 3. การนำ Alternative Data มาช่วยสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อ
สำหรับโครงการ SME Credit Portal นั้น จะเป็นโครงการที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นตลาดกลางสินเชื่อเชื่อมโยง SMEs ที่ต้องการเงินทุนกับสถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงิน เพื่อให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะเริ่มดำเนินการได้ในช่วงเดือนธันวาคมนี้
ส่วนกลไกค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่นั้น ธปท.เตรียมสร้างกลไกแชร์ความเสี่ยงด้านเครดิต เพื่อให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยสินเชื่อแก่ SMEs ที่มีศักยภาพมากขึ้น โดยออกแบบกลไกค้ำประกันรูปแบบใหม่ และใช้แหล่งเงินจากการลดเงินนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) รวมถึงการลดเงินนำส่งของกองทุนสำหรับธนาคารรัฐ
“คาดว่ากลไกดังกล่าวจะสามารถช่วยให้เกิดสินเชื่อใหม่ได้ประมาณ 1 แสนล้านบาทต่อปี และหากรวมกับกลไกของ บสย.อีก 1 แสนล้านบาท จะส่งผลให้เกิดการปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ถึง 2 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งเราเตรียมเสนอรายละเอียดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาภายใน 3-4 เดือนนี้ และคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ในปีหน้า”
@ ดึงข้อมูลช่วย
ส่วน Alternative Data นั้น จะเป็นการปลดล็อกการปล่อยสินเชื่อ โดยธปท.จะเดินหน้าร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำ Data Bureau เพื่อรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลที่สามารถนำมาใช้วิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ประกอบการ โดยจะให้ความสำคัญกับ Alternative Data หรือข้อมูลทางเลือก เพื่อช่วยประเมินความสามารถของผู้กู้ที่ไม่มีประวัติสินเชื่อในระบบ เช่น พฤติกรรมการชำระเงินและข้อมูลทางธุรกิจ ซึ่งจะช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าและ SMEs รายย่อยมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น
นายวิทัย กล่าวว่า ธปท. ให้ความสำคัญกับ SMEs เนื่องจากเป็นภาคเศรษฐกิจที่เป็นกลไกสำคัญต่อการจ้างงานและต่อเศรษฐกิจ โดยมีการจ้างงานประมาณ 13.6 ล้านคน หรือราว 70% ของการจ้างงานทั้งหมด และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 1.73 ล้านล้านบาท หรือ 35% ของจีดีพี แต่ปัจจุบัน SMEs เผชิญกับความท้าทายหลายด้าน
โดยเฉพาะปัญหาในการเข้าถึงสินเชื่อ ซึ่งปัญหาดังกล่าวอาจจะทำให้ในระยะ 10 ปีข้างหน้า ผู้ประกอบการเหล่านี้อาจล้มหายจากระบบ ซึ่งคาดว่า จะหายไปราว 50% และเหลือเพียงประมาณ 30% เมื่อผ่านไป 25 ปี อีกทั้งการเติบโตของธุรกิจเริ่มชะลอตัวลงหลังดำเนินกิจการประมาณ 5 ปี ขณะที่ปัญหาหนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งนี้ปัจจุบันสินเชื่อ SMEs หดตัวต่อเนื่องถึง 16 ไตรมาส สะท้อนถึงความอ่อนแอของภาคธุรกิจ และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ต่ำกว่าศักยภาพ
“หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ SMEs อ่อนแรง คือ การเข้าไม่ถึงสินเชื่อ โดยแม้ความต้องการสินเชื่อของ SMEs จะเพิ่มขึ้น แต่สถาบันการเงินยังมีข้อจำกัดในการปล่อยกู้ เนื่องจากมี Credit Cost สูง โดยเฉพาะ SME รายใหม่ที่ไม่เคยมีประวัติสินเชื่อ พบว่าถูกปฏิเสธสินเชื่อสูงถึง 78% ขณะที่แม้แต่ SMEs ที่มีศักยภาพก็ยังเข้าถึงสินเชื่อได้ไม่มากนัก”
ทั้งนี้ ในกลุ่ม SMEs ที่มีศักยภาพสูงสุด 30% พบว่ามีเพียง 21% ที่สามารถเข้าถึงสินเชื่อจากระบบธนาคารพาณิชย์ ขณะที่ยังต้องแบกรับต้นทุนดอกเบี้ยสูงกว่าบริษัทขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพใกล้เคียงกัน
“ธปท. ไม่สามารถช่วย SMEs ได้ทุกราย เพราะการแก้ปัญหา SMEs จำเป็นต้องดำเนินการทั้งฝั่ง Real Sector และระบบการเงิน โดยธนาคารพาณิชย์ต้องพยายามส่งสินเชื่อไปยัง SMEs ที่มีศักยภาพ ขณะที่ธุรกิจที่ไม่สามารถแข่งขันหรือเป็น Zombie Firm อาจต้องปล่อยให้ปรับตัวหรือออกจากตลาด”
ผู้ว่าธปท. คาดว่า ในปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 2.3% ซึ่งแม้ดีกว่าที่ประเมินไว้ แต่ยังถือว่าต่ำเกินไป เพราะไทยควรสามารถเติบโตได้ในระดับ 3-4% ซึ่งการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ทำได้เพียง 2-3%นั้น หมายถึงรายได้ของครัวเรือนและผู้ประกอบการเติบโตเพียงประมาณ 2% ซึ่งไม่เพียงพอ เพราะรายจ่ายเติบโตเร็วกว่ารายได้ ทั้งนี้ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ได้เกิดจากปัจจัยด้านการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างอื่นๆ ทั้งเสถียรภาพทางการเมือง ระบบการศึกษา สังคมสูงวัย และปัญหาเงินเทา ซึ่งส่งผลต่อศักยภาพการเติบโตของประเทศ
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
