ลุ้นเคาะPDPใหม่Q4/69 ชูGULF- BGRIMโดดเด่น

#PDP #ทันหุ้น – “ปลัดพลังงาน” คาดแผน PDP 2026 ประกาศใช้ได้ภายในปีนี้ เพิ่มกำลังผลิต 5 หมื่นเมกะวัตต์ รองรับระบบพลังงานรองรับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ปูขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต เปิดทาง SMR สูงสุด 9 พันเมกะวัตต์ ด้านโบรกเกอร์ ชู GULF- BGRIM-GPSC-GUNKUL เด่น รับอานิสงส์
นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สำหรับร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2593 หรือ PDP 2026 ที่ได้มีเปิดฟังความเห็นเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 นั้นได้รับการออกแบบเพื่อสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสูงสุด และเตรียมความพร้อมสำหรับ AI Industry Foundation โดยในระยะสั้นไร้กังวลเรื่องกำลังการผลิตไฟฟ้า เนื่องจากระบบไฟฟ้าไทยมีกำลังผลิตสำรอง (Reserve Margin) ในระดับสูงถึงประมาณ 25% ซึ่งเพียงพอรองรับความต้องการของกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ที่เข้ามาลงทุนในไทย
@เร่งลงทุนสายส่ง
นอกจากนี้ ทางภาครัฐต้องเร่งพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพคือ ระบบส่งไฟฟ้า (Transmission System) ซึ่งปัจจุบันการไฟฟ้าทั้ง 3 ฝ่าย (กฟผ., การไฟฟ้านครหลวง, และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) ได้อนุมัติและผูกพันงบประมาณในการดำเนินการปรับปรุงระบบสายส่งเรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนรวมกันอยู่ที่ระดับประมาณ 3-7 แสนล้านบาท ผ่านกรอบงบประมาณประจำปีของรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ คณะทำงานตั้งเป้าคุมค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดทั้งแผนให้อยู่ในระดับพยายามไม่เกินประมาณ 3 บาทกว่า หรือใกล้เคียงไม่เกิน 4 บาท (โดยเฉลี่ยคุมให้ใกล้เคียงไม่เกิน 3.88 บาทต่อหน่วย) บนสมมุติฐานราคาก๊าซ LNG ระยะยาวที่ระดับ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู พร้อมตัวแปรสำคัญอื่นๆ เช่น ราคาเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนและราคาแบตเตอรี
@เป้า SMR 9 พันเมก
รวมถึงจะมีการบรรจุเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เข้าไว้เป็นทางเลือกอย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายกำลังผลิตไฟฟ้าสูงสุดที่ระดับ 9,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2593 เนื่องจาก SMR เป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Zero Emission) และจ่ายไฟฟ้าเป็นฐานระบบหลัก (Baseload) ได้ตลอด 24 ชั่วโมง มีขนาดกะทัดรัดยืดหยุ่นสูง สามารถจัดตั้งใกล้นิคมอุตสาหกรรมหรือพื้นที่ดาต้าเซ็นเตอร์ได้โดยตรง อีกทั้งยังมีระบบระบายความร้อนตามธรรมชาติ (Passive Cooling System) ที่สามารถคูลดาวน์ได้เองในกรณีฉุกเฉิน
สำหรับในช่วง 12 ปีแรกของแผน ระหว่างปี 2569–2580 กำหนดกรอบกำลังผลิตใหม่รวมประมาณ 50,900 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแบบพลังความร้อนร่วม (CCGT) 9,100 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้า SMR 300 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ 24,300 เมกะวัตต์ พลังงานลม 2,700 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) 14,500 เมกะวัตต์ โดยทางเลือกต่างๆ ในช่วงแรกของแผนขับเคลื่อนอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานเดียวกันและเป็นไปตามหลักการจัดทำแผนทั้ง 3 ด้าน
@คาดเสร็จไตรมาส 4/69
ขณะที่ช่วงหลังปี 2580 ได้จัดทำทางเลือกเพื่อรองรับเส้นทางการเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมายพลังงานสะอาดในปี 2593 โดยพิจารณาทั้งการใช้เทคโนโลยี CCS การเพิ่มพลังงานหมุนเวียนควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงาน และการผสมผสานทั้งสองแนวทาง ซึ่งในทุกทางเลือกกำหนดให้พลังงานสะอาดมีสัดส่วนอย่างน้อย 65% ในปี 2593 เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ
สำหรับกรอบกำหนดเวลาการผลักดันร่างแผน PDP ฉบับใหม่ คณะทำงานจะรวบรวมคำถามและข้อเสนอแนะผ่านระบบออนไลน์เพื่อนำมาปรับปรุงร่างแผนในช่วงเดือนตุลาคม จากนั้นจะเสนอต่อ กบง., กพช. และเสนอให้ ครม. เห็นชอบตามลำดับในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งหากครม.อนุมัติคาดว่าจะประกาศบังคับใช้ได้ภายในปีนี้
ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ฝ่ายวิเคราะห์ฝ่ายวิเคราะห์มีมุมมองเป็นบวกต่อหุ้น “กลุ่มโรงไฟฟ้า” เพราะฝ่ายวิเคราะห์มองแผน PDP2026 จะส่งผลต่อโครงสร้างการลงทุนไฟฟ้ารอบใหม่ของไทยทั้งในแง่ความต้องการใช้ไฟฟ้าและ Direct PPA เพิ่มขึ้น ซึ่งคาดช่วยเพิ่มโอกาสในการพัฒนาโครงการและจำหน่ายไฟฟ้าของหุ้นกลุ่มดังกล่าวในอนาคต ซึ่งหุ้นได้รับผลดีที่ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินไว้ ได้แก่ BGRIM, GULF, GPSC, GUNKUL จึงมองเป็นโอกาสในการเข้าลงทุน
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
