รีเซต

SABINA พร้อมไฮซีซัน   โชว์บริหารอัพกำไรเพิ่ม

SABINA พร้อมไฮซีซัน   โชว์บริหารอัพกำไรเพิ่ม
ทันหุ้น
5 ตุลาคม 2569 ( 02:20 )
22

นางสาวดวงดาว  มหะนาวานนท์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) หรือ SABINA เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะไตรมาส 4/2569 ว่าจะเติบโตได้ดีกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซั่นของการขาย ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค พร้อมประเมินพฤติกรรมผู้บริโภคว่ายังระมัดระวังการใช้จ่าย ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความคุ้มราคา คิดรอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อ โดยมองหาสินค้าที่ราคาเข้าถึงง่าย คุณภาพเหมาะสม ตัดสินใจซื้อไม่ซับซ้อน และสวมใส่สบาย

สำหรับธุรกิจรีเทลแฟชั่น บริษัทปรับกลยุทธ์จากการขับเคลื่อนด้วยปริมาณขาย มาเป็นการบริหารสินค้าคงคลังแบบลีน โดยลดการผลิตแบบหว่านหรือผลิตเผื่อทุกกลุ่ม และหันมาผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยให้น้ำหนักกับการเติบโตของกำไรสุทธิ และการขยายอัตรากำไร มากกว่าการเร่งยอดขายรวม               

ขณะเดียวกัน บริษัทปรับโครงสร้างสินค้าให้สอดคล้องกับกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเน้นสินค้ากลุ่มที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับราคา เช่น แคมเปญ “Smart Size” ซึ่งเป็นสินค้าที่เข้าถึงง่าย ราคาเหมาะสม และช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น พร้อมขยายไปยังกลุ่มสินค้าใหม่ “กลุ่มสินค้าที่ไม่ใช่ชุดชั้นใน”  เช่น สินค้าสำหรับผู้ชาย ภายใต้แบรนด์ Sabina Men และ Norma รวมถึง เช่น ชุดนอน, ชุดออกกำลังกาย   เพื่อเพิ่มโอกาสทางการขายและขยายฐานรายได้

สำหรับกลุ่มสินค้าชุดชั้นใน บริษัทมองว่ายังคงมีแรงซื้อรองรับอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้บริโภคมองชุดชั้นในเป็น “แฟชั่นบนความจำเป็น” และเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ของผู้หญิง ทำให้ความต้องการซื้อยังมีอยู่ แม้ภาวะเศรษฐกิจจะชะลอตัวและผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น

กลยุทธ์เพิ่มกำไร

สำหรับโครงสร้างธุรกิจ บริษัทไม่มีเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตด้วยการขยายโรงงานของตัวเอง แต่เลือกใช้พันธมิตรรับจ้างผลิต (OEM) ที่มีคุณภาพในภูมิภาคเอเชีย เช่น จีน เพื่อให้สามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดภาระค่าใช้จ่ายคงที่จากการบริหารโรงงาน และเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

บริษัทติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจส่งผลต่อต้นทุนเส้นใยปิโตรเลียม แต่มองผลกระทบต่อต้นทุนโดยรวมอยู่ในระดับต่ำมาก ไม่ถึง 1% เนื่องจากบริษัทมีระยะเวลาการผลิตและการจองวัตถุดิบล่วงหน้า ประมาณ 6 เดือน รวมถึงได้จัด Workshop ภายในเพื่อเตรียมหาวัตถุดิบทดแทนไว้ล่วงหน้า หากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และมีการปรับปรุงกระบวนการภายในเพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน โดยใช้เครื่องจักรอัตโนมัติ รวมถึงระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Machine Learning ในการคาดการณ์ความต้องการสินค้า (Demand Forecasting) และคุณภาพในกระบวนการผลิต (Quality Control: QC) ทำให้การทำงานรวดเร็วและคล่องตัวขึ้น พร้อมช่วยลดต้นทุนดำเนินงาน

 ทั้งนี้ บริษัทนำกำลังการผลิตของโรงงานมารองรับการขยายธุรกิจรับจ้างผลิต (OEM) สำหรับคู่ค้าต่างประเทศ ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเดิมฐานลูกค้าหลักอยู่ในสหราชอาณาจักร ขณะที่ปัจจุบันเริ่มมีลูกค้าจากประเทศอื่นในยุโรปเข้ามาติดต่อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย   โดยลูกค้ายุโรปมีทิศทางชัดเจนในการมองหาฐานการผลิตใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาจีน ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านความยั่งยืน นับเป็นโอกาสในการแข่งขันกับโรงงานรับจ้างผลิตขนาดเล็กทั่วไป เนื่องจาก SABINA มีระบบและมาตรฐานด้านความยั่งยืนรองรับอยู่แล้ว จึงเป็นข้อได้เปรียบในการดึงดูดคำสั่งซื้อ OEM จากลูกค้าในยุโรป

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง