หุ้นท่องเที่ยวมีเฮ! ดาโอคัดตัวเด่นรับ “ไทยเที่ยวไทยพลัส”

#ทันหุ้น - บล.ดาโอ สแกนหุ้นเด่นกลุ่ม Tourism (Overweight) และ Food & Beverage (Neutral) รับคลังอนุมัติ 'ไทยเที่ยวไทยพลัส' ช่วยจ่ายค่าโรงแรมคืนละ 1,500 บาท และให้คูปองอีก 1,500-2,000 บาท
ทั้งนี้ จากข่าวคลังอนุมัติเงินกู้ 3.5 พันล้าน ลุย 'ไทยเที่ยวไทยพลัส' ช่วยจ่ายค่าโรงแรมคืนละ 1,500 บาท กระทรวงการคลังได้อนุมัติการใช้เงินกู้ภายใต้พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เดินหน้าโครงการไทยเที่ยวไทยพลัส วงเงิน 3,500 ล้านบาท จำนวน 1 ล้านสิทธิ์ และจะเสนอ ครม. อนุมัติเร็วๆ นี้ โดยรัฐบาลจะสนับสนุนค่าที่พักในรูปแบบอัตราคงที่ (Flat Rate) ตามค่าที่พักจ่ายจริงแต่ไม่เกิน 1,500 บาทต่อคืน และจำกัดสิทธิ์สูงสุดคนละไม่เกิน 5 คืน พร้อมมอบคูปองท่องเที่ยว (Voucher) 1,500 บาทสำหรับเมืองหลัก และเพิ่มเป็น 2,000 บาทสำหรับเมืองรอง โดยรูปแบบการใช้จ่าย Voucher จะเป็น Co-payment หรือร่วมจ่ายในอัตรา 50% โดยสามารถใช้สิทธิ์ในภาคบริการอื่นๆ ได้ด้วย อาทิ ธุรกิจสปา ร้านนวด ร้านทำเล็บ รถรับจ้างในพื้นที่ ร้านอาหาร และกิจกรรมดำน้ำท่องเที่ยว ซึ่งจะเปิดลงทะเบียนผ่านแอปฯ "เป๋าตัง" วันที่ 1-25 ต.ค. 26 เริ่มใช้สิทธิ์ 1 พ.ย. 26 แต่จะมีการเว้นช่วงการใช้สิทธิ์ (Blackout Period) ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ระหว่างวันที่ 15 ธ.ค. 26- 15 ม.ค. 27 และกลับมาใช้สิทธิ์ได้อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค.-28 ก.พ. 27
ฝ่ายวิจัยมองเป็นบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยวจากโครงการไทยเที่ยวไทยพลัสจำนวน 1 ล้านสิทธิ์ เพราะจะช่วยหนุนให้เกิดการท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นได้ อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าค่าที่พักรอบนี้ลดลงเหลือ 1,500 บาท (แบบไม่ต้องจ่ายคนละครึ่งกับรัฐ) ซึ่งน้อยกว่ารอบก่อนๆ ที่เคยให้ที่ 3,000 บาทต่อคืน (แบบจ่ายคนละครึ่งกับรัฐ) ซึ่งฝ่ายวิจัยคาดว่าจะช่วยหนุนโรงแรมที่มีห้องพักราคาประมาณ 1,500-3,000 บาทต่อคืนได้มากขึ้น ซึ่งฝ่ายวิจัยมองว่าจะเป็นบวกต่อ ERW มากที่สุด เพราะมีโรงแรมระดับ Economy (ADR ราว 1,500-2,000 บาท) และ Midscale (ADR ราว 3,000-3,500 บาท) เยอะ (ibis, Mercure, Novotel)
ขณะที่รอบนี้มีการให้ Voucher (จ่ายคนละครึ่ง) เพิ่มขึ้นมากถึง 1,500 บาท สำหรับเมืองหลัก และ 2,000 บาท สำหรับเมืองรอง (จากเดิมที่ 500 บาท) ซึ่งฝ่ายวิจัยคาดว่าจะช่วยหนุนให้ธุรกิจอาหารมีโอกาสเติบโตได้ดี โดยมองว่า CENTEL จะมีโอกาสได้ประโยชน์จากร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการนี้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้ได้มากขึ้น
นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์จากธุรกิจโรงแรมที่ได้ส่วนลดค่าที่พักเช่นกัน ทั้งนี้ คาดว่า Q4/69E จะเห็นกำไรของกลุ่มท่องเที่ยวจะเติบโตได้ทั้ง YoY/QoQ ได้จากมาตรการไทยเที่ยวไทยพลัสและการเข้าสู่ช่วง High season รวมถึงมีหลาย event ที่เข้ามาช่วยหนุนอีกมาก
ทั้งนี้ หุ้นที่ได้รับประโยชน์โดยเรียงลำดับตามสัดส่วนโรงแรมในประเทศจากมากไปน้อย ได้แก่ ERW, CENTEL, MINT, SHR
ด้านหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก Voucher ที่ปรับเพิ่มขึ้น ได้แก่ หุ้นกลุ่มร้านอาหาร โดยเรียงลำดับจากจำนวนสาขาจากมากไปน้อย ได้แก่ M, ZEN, CENTEL, MAGURO และกลุ่มธุรกิจสปา ได้แก่ SPA
กลุ่มท่องเที่ยวเรายังคงให้น้ำหนักการลงทุนเป็น “มากกว่าตลาด” โดยฝ่ายวิจัยยังชอบ CENTEL (ซื้อ/เป้า 48.00 บาท) จาก RevPAR เดือน ก.ค.-ส.ค. 26 ไม่รวมดูไบเพิ่มขึ้น +8% YoY ขณะที่ On the book ใน Q3/69E เพิ่มขึ้น +8% YoY โดยไทย +13% YoY, มัลดีฟส์ +35% YoY แต่ญี่ปุ่น -12% YoY และดูไบ -25% YoY ส่วน On the book ใน Q4/69E RevPAR เพิ่มขึ้นถึง double digit growth YoY จากไทย (+13% YoY), มัลดีฟส์ (+40% YoY) และญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น +18% YoY ทำให้ฝ่ายวิจัยคาดว่าแนวโน้มกำไร Q4/69E จะฟื้นตัวเด่น ด้าน Valuation ซื้อขายที่ EV/EBITDA เพียง 13x เทียบเท่า -0.50SD ย้อนหลัง 8 ปี และยังชอบ ERW (ซื้อ/เป้า 4.20 บาท) จากยอด On the book ใน Q3/69E RevPAR ยังเติบโตได้อีกราว +5% YoY จากฐานต่ำ ขณะที่ช่วง Q4/69E จะมีงาน event อย่าง World Bank and IMF meetings เดือน ต.ค.69 และ Tomorrowland เดือน ธ.ค.69 ซึ่งมียอดจองเข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย Occ. Rate สูงถึง 80% แล้ว โดยปัจจุบันซื้อขาย PER ที่ 20x จากค่าเฉลี่ยที่ราว 25x
สำหรับกลุ่ม Food & Beverage ฝ่ายวิจัยยังให้น้ำหนักเป็น “เท่ากับตลาด” โดยเรายังเลือก MAGURO (ซื้อ/เป้า 28.00 บาท) เป็น Top pick โดยคาดกำไรปกติ Q3/69E ทำ ATH จากรายได้ขยายตัวจากการขยายสาขา, คาด SSSG ติดลบลดลง, GPM ขยายตัว จาก product mix ที่ดีขึ้น โดย Kaiten Sushi Ginza Onodera ตอบรับดีมาก ด้าน Q4/69E คาดกำไรโตต่อ YoY, QoQ จากรายได้ทำ ATH โดยรับรู้รายได้จาก Kaiten Sushi Ginza Onodera และร้านหลายเต็มไตรมาส นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์จากมาตรการไทยเที่ยวไทยพลัสคาดช่วยหนุน SSSG ปรับตัวเพิ่มขึ้น
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
