รีเซต

‘เฟทโก้’จ่อเสนอรัฐบาล เพิ่มเงินออมประเทศที่28%

‘เฟทโก้’จ่อเสนอรัฐบาล เพิ่มเงินออมประเทศที่28%
ทันหุ้น
8 กันยายน 2569 ( 08:45 )

#เฟทโก้ #ทันหุ้น - เฟทโก้ เตรียมชงรัฐบาลทำแผนเพิ่มการออมของประเทศให้แตะ 28% ของจีดีพี  สอดคล้องกับแผนการเพิ่มสัดส่วนลงทุนไทย เพื่อช่วยลดผลขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จากประเทศต้องกู้มาลงทุน เปิด 4 ข้อเสนอ “เพิ่มวงเงิน TISA-กองทุนสำรองเลี้ยงชีพภาคบังคับ-ออกกฎหมาย Trust-ดึงเงินลงทุนนอกกลับไทย” พร้อมมองตลาดหุ้นไทยขาขึ้นช่วง 12 เดือนข้างหน้า  คาดปีนี้ฟันด์โฟลว์ไหลเข้า “แสนล้านบาท”

นายไพบูลย์  นลินทรางกูร  ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (เฟทโก้) เปิดเผยว่า  เฟทโก้ เตรียมเสนอรัฐบาล จัดทำแผนการออมของประเทศไทยให้แตะระดับ 28% ของจีดีพี เพื่อให้สอดคล้องกับแผนของรัฐบาลเพิ่มสัดส่วนการลงทุนของประเทศไทยที่ 30%ของจีดีพีในช่วง 4 ปีข้างหน้า  เพราะเมื่อประเทศไทยจำเป็นต้องมีการลงทุนที่สูงเพื่อกระตุ้นการเติบโตของจีดีพี แต่ถ้าเงินออมในประเทศไม่เพียงพอ ประเทศจะต้องเผชิญกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จากการกู้เงินหรือเงินทุนระยะสั้นจากต่างประเทศ แต่ถ้าการยกระดับเงินออมระยะยาวในประเทศเพิ่มขึ้นก็จะช่วยตอบโจทย์ในเรื่องความยั่งยืนของประเทศได้

 “ส่วนตัวเห็นด้วยที่ประเทศไทยจะต้องเพิ่มการลงทุนแตะ 30%ของจีดีพี แต่มองว่ารัฐบาลควรที่จะต้องเป้าเพิ่มการออมในประเทศให้เพิ่มขึ้นเช่นกันเพื่อชดเชยการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะปี 2568 อยู่ที่  24.9% หรือคิดง่ายๆ ถ้าลงทุน30% แต่ประเทศมีเงินออมประมาณ 25% ประเทศจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 5% ซึ่งมองเป็นระดับที่สูงแต่ถ้าเพิ่มการออมมาที่  28% ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด อยู่ที่ระดับ 2% ถือว่ารับได้”

@4 ข้อเสนอ

สำหรับข้อเสนอของเฟทโก้ที่จะช่วยเพิ่มอัตราการออมของประเทศ และสร้างแรงจูงใจให้ออมมากขึ้น พร้อมขยายระบบการออมระยะยาวให้ครอบคลุมมี 4 ข้อ 1.เพิ่มแรงจูงใจผ่านโครงการ TISA โดยกำหนดวงเงินลงทุนใน TISA ให้สูงกว่าเพดานลดหย่อนเพื่อการลงทุนรวมในปัจจุบัน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดเงินออมใหม่อย่างมีนัยสำคัญ  ซึ่งมีเป้าหมายเพิ่มการออมสุทธิไม่ใช่เพียงย้ายเงินออมเดิม คาดว่ารัฐบาลจะเอา TISA เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้

 2.ยกระดับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสู่การออมภาคบังคับ เพราะถ้าให้ออมโดยภาคสมัครใจส่วนใหญ่จะไม่ออมกัน ซึ่งได้ ซึ่งเป้าหมายหลักของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก็คือเพื่อจะเพิ่มระดับการออมของประเทศให้เพิ่มขึ้นไป และเพื่อขยายความครอบคลุมการออมเพื่อเกษียณรองรับสังคมสูงวัย และสร้างฐานเงินออมระยะยาวให้ประเทศ

3.พัฒนา Trust และ Family Office Ecosystem โดยจะต้องมีการออกกฎหมายทรัสต์ให้มีความยืดหยุ่น รองรับการบริหารทรัพย์สินของครอบครัวไทยและต่างชาติ  เพื่อพัฒนาธุรกิจ Family Officeและดึงดูดเงินออมจากผู้มีความมั่งคั่งทั่วโลกมาบริหารจัดการในประเทศไทย เพราะปัจจุบันประเทศไทยไม่มีกฎหมายดังกล่าว ทำให้เศรษฐีไทยนำเงินออกไปตั้งกองทุนให้บริษัทต่างประเทศบริหารเงินได้  แต่ถ้ามีกฎหมายดังกล่าวก็จะทำให้มีการจัดผู้มีความมั่งคั่งในประเทศมีการตั้งกองทุนในประเทศ และมีการลงทุนในประเทศไทยส่วนหนึ่ง  และยังเป็นการดึงดูดให้กลุ่มวาณิชธนกิจต่างชาติมาทำธุรกิจ Family Office ในประเทศไทยได้ก็จะก็เอาเงินของลูกค้าต่างชาติเข้ามาในประเทศไทยเพื่อบริหารจัดการจากที่ประเทศไทย

@ดึงเงินกลับ

 4. เปิดทางนำเงินลงทุนกลับไทย โดยเสนอยกเว้นภาษีเงินได้เป็นการชั่วคราว 2 ปี สำหรับเงินลงทุนในต่างประเทศและกำไรที่นำกลับประเทศไทย ซึ่งมีเงื่อนไขต้องนำเงินทั้งหมดลงทุนในตลาดทุนไทยและถือครองอย่างน้อย 1 ปี เพื่อเปลี่ยนเงินออมในต่างประเทศให้เป็นทุนระยะยาวของไทย

อย่างไรก็แม้ข้อเสนอ 4 เรื่องจะไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยเสนอมาในอดีต แต่มองว่าปัจจุบันเป็นเรื่องที่จะต้องนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง เพราะ ตอนนี้โจทย์ของประเทศเปลี่ยนไป จากที่รัฐบาลต้องเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในประเทศ จึงอยากให้รัฐบาลส่งเสริมเรื่องการออมให้เพิ่มขึ้นด้วย

@หุ้นไทยขาขึ้น

นายไพบูลย์  กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยในระยะ 12 เดือนข้างหน้ายังเป็นขาขึ้น จากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐไทยก็ยังขยายตัว เงินเฟ้อโลกและไทยยังไม่น่ากังวล กำไรบจ.ยังคงเติบโตซึ่ง ข้อมูลจากบลูมเบิร์ก คาดว่า EPS หุ้นไทยปีนี้จะอยู่ที่  110 .02 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้นจากปีก่อนอยู่ที่  80.8 บาทต่อหุ้น  และปีหน้าอยู่ที่ 115.7 บาทต่อหุ้น

โดยปีนี้คาดว่าปีนี้มีโอกาสเห็นเม็ดเงินฟันด์โฟลว์ซื้อสุทธิ 1 แสนล้านบาทได้ จากตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันซื้อสุทธิ ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งที่เห็นดัชนีหุ้นไทยมีการพักฐาน และนักลงทุนต่างชาติมีการขายสุทธินั้น มองเป็นเป็นการขายทำกำไรระยะสั้น จากปัจจุบันยังไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามา และนักลงทุนรอดูความชัดเจน ทั้งการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ปัจจัยการเมืองในประเทศ และรอบอนด์ยิลด์ลดความผันผวน เมื่อมีความชัดเจนขึ้นเชื่อฟันด์โฟลว์จะไหลกลับมา

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง