สนพ.เปิดเฮียริ่งร่าง”แผน PDP2026″กำลังผลิตใหม่รวม 50,900 MW

#ทันหุ้น-สนพ.เปิดเฮียริ่งร่างแผน PDP2026 ให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลใน 3 ด้าน ได้แก่ ความมั่นคงด้านพลังงาน (Security) เศรษฐกิจ (Economy) และสิ่งแวดล้อม (Ecology) ในช่วง 12 ปีแรกของแผน ระหว่างปี 2569–2580 กำหนดกรอบกำลังผลิตใหม่รวมประมาณ 50,900 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแบบพลังความร้อนร่วม (CCGT) 9,100 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้า SMR 300 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ 24,300 เมกะวัตต์ พลังงานลม 2,700 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) 14,500 เมกะวัตต์
สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นต่อ “ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569–2593 (PDP2026)” เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อทิศทางการพัฒนาระบบไฟฟ้าของประเทศ เน้นสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน รักษาต้นทุนให้อยู่ในระดับเหมาะสม ควบคู่การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นต่อ “ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569–2593 (PDP2026)” ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ โดยมี นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดการสัมมนา พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบออนไลน์ และการถ่ายทอดสดผ่าน Facebook EPPO Thailand เพื่อให้ภาคส่วนต่าง ๆ และประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมกับกระบวนการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศในวงกว้าง โดยภายในงานมีการนำเสนอร่าง PDP2026 และเปิดรับฟังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างต่อเนื่องทั้งช่วงเช้าและช่วงบ่าย
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กล่าวว่า การจัดทำ PDP2026 เป็นการทบทวนทิศทางการพัฒนาระบบไฟฟ้าของประเทศให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งความต้องการพลังงานสะอาดจากภาคอุตสาหกรรม การขยายตัวของ Data Center และ AI การเติบโตของการผลิตไฟฟ้าใช้เอง การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนกติกาการค้าระหว่างประเทศและเป้าหมายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งทำให้การวางแผนระบบไฟฟ้าในอนาคตจำเป็นต้องพิจารณามากกว่าการจัดหากำลังผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอ แต่ต้องสร้างระบบไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่น รองรับรูปแบบการผลิตและการใช้พลังงานที่หลากหลายมากขึ้น
“PDP เป็นแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่กำหนดทิศทางระบบไฟฟ้าของประเทศในระยะยาว การจัดทำ PDP2026 จึงต้องพิจารณาทั้งความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ต้นทุนที่เหมาะสม ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ขณะเดียวกัน กระบวนการจัดทำแผนต้องเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและประชาชนได้รับทราบข้อมูลและร่วมแสดงความคิดเห็น เพื่อให้การวางแผนมีความรอบด้านและสะท้อนมุมมองจากทุกภาคส่วน” นายวัฒนพงษ์ กล่าว
สำหรับหลักการสำคัญของ ร่างแผน PDP2026 ให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลใน 3 ด้าน ได้แก่ ความมั่นคงด้านพลังงาน (Security) เศรษฐกิจ (Economy) และสิ่งแวดล้อม (Ecology) โดยด้านความมั่นคงมุ่งให้ระบบไฟฟ้ามีความเพียงพอทั้งในภาพรวมของประเทศและในระดับภูมิภาค พร้อมกระจายชนิดเชื้อเพลิงเพื่อสร้างความสมดุลของแหล่งพลังงานในระยะยาว ด้านเศรษฐกิจมุ่งบริหารต้นทุนค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับเหมาะสมและเป็นธรรม ขณะที่ด้านสิ่งแวดล้อมสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ของประเทศในปี พ.ศ. 2593 ควบคู่กับแนวคิดการกระจายศูนย์ของระบบไฟฟ้า (Decentralization) และการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม (Just Energy Transition)
ร่างแผน PDP2026 ยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากระบบไฟฟ้าแบบเดิม ไปสู่ระบบที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยบริหารสมดุลระหว่างพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน และกำลังผลิตที่สามารถจ่ายไฟได้อย่างมั่นคง รวมทั้งปรับบทบาทของภาคเอกชนและผู้ใช้ไฟฟ้าจากผู้ใช้พลังงานเพียงอย่างเดียว ไปสู่การมีส่วนร่วมในระบบไฟฟ้ามากขึ้น ทั้งการผลิตไฟฟ้าใช้เอง การบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้า และการเข้าถึงพลังงานสะอาด พร้อมทั้งวางแนวทางรองรับการเปลี่ยนแปลงของระบบไฟฟ้าในอนาคต ทั้งการพัฒนากลไก Demand Response (DR) โดยมีเป้าหมายสะสมกว่า 2,800 เมกะวัตต์ ในปี 2593 และพลังงานแบบกระจายศูนย์ หรือ Distributed Energy Resources (DER) เป้าหมายสะสมกว่า 9,100 เมกะวัตต์ ในปี 2593 ซึ่งจะมีบทบาทในการบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบโครงข่าย
นอกจากนี้ ยังเตรียมความพร้อมสำหรับเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำและเทคโนโลยีพลังงานในอนาคต ทั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ตลอดจนการเปิดกว้างสำหรับเทคโนโลยีพลังงานสะอาดอื่น ๆ เพื่อการวิจัยและพัฒนาทางเลือกใหม่ เช่น ระบบกักเก็บพลังงานระยะยาว และ Hydrogen เป็นต้น เพื่อเพิ่มทางเลือกในการพัฒนาระบบไฟฟ้าและลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางเทคโนโลยีในระยะยาว
สำหรับในช่วง 12 ปีแรกของแผน ระหว่างปี 2569–2580 กำหนดกรอบกำลังผลิตใหม่รวมประมาณ 50,900 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแบบพลังความร้อนร่วม (CCGT) 9,100 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้า SMR 300 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ 24,300 เมกะวัตต์ พลังงานลม 2,700 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) 14,500 เมกะวัตต์ โดยทางเลือกต่าง ๆ ในช่วงแรกของแผนขับเคลื่อนอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานเดียวกันและเป็นไปตามหลักการจัดทำแผนทั้ง 3 ด้าน
ขณะที่ช่วงหลังปี 2580 ได้จัดทำทางเลือกเพื่อรองรับเส้นทางการเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมายพลังงานสะอาดในปี 2593 โดยพิจารณาทั้งการใช้เทคโนโลยี CCS การเพิ่มพลังงานหมุนเวียนควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงาน และการผสมผสานทั้งสองแนวทาง ซึ่งในทุกทางเลือกกำหนดให้พลังงานสะอาดมีสัดส่วนอย่างน้อย 65% ในปี 2593 เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ
ทั้งนี้ สนพ. ยังเปิดรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติม โดยสามารถส่งหนังสือถึง สนพ. หรือผ่านช่องทางออนไลน์ ทาง Google From https://forms.gle/Q2MQy8nRR4AUwqEQA ได้ถึงวันที่ 15 กันยายน 2569 โดยภายหลังการรับฟังความคิดเห็น สนพ. จะรวบรวม และพิจารณาข้อเสนอจากทุกช่องทาง เพื่อนำไปประกอบการปรับปรุงร่างแผนให้มีความเหมาะสม รอบด้าน และสอดคล้องกับบริบทของประเทศมากที่สุด ก่อนนำเข้าสู่กระบวนการและขั้นตอนการพิจารณาที่เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อให้ PDP2026 เป็นแผนที่สามารถสร้างสมดุลทั้งด้านความมั่นคงทางพลังงาน เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และรองรับการเปลี่ยนผ่านระบบไฟฟ้าของประเทศไทยในระยะยาว
Tag
ยอดนิยมในตอนนี้
