รีเซต

คลองระบายน้ำแสนล. CK ขึ้นชื่อมือวางอันดับ1

คลองระบายน้ำแสนล. CK ขึ้นชื่อมือวางอันดับ1
ทันหุ้น
29 กันยายน 2569 ( 02:30 )
19

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เตรียมอนุมัติโครงการการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในเขตเจ้าพระยาตอนล่าง หรือโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก คาดว่าจะต้องใช้งบประมาณก่อสร้างราว 1.72 แสนล้านบาท ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีระกุล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวระหว่างการลงพื้นที่ตรวจน้ำท่วมในเขต กทม.เมื่อวันเสาร์และอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ว่า ในการประชุม ครม.อังคารนี้ จะพิจารณาโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง

@ CK เต็งประสบการณ์สูง

นายทศวรรณ  ธรรมสุข IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "ทันหุ้น" ว่ากรณีนายกรัฐมนตรีกำลังผลักดันโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างนั้น ปัจจุบันภาครัฐได้มีการจัดสรรและตั้งงบประมาณบางส่วนไว้แล้วในปี 2570 และหากโครงการได้รับการอนุมัติ จะสามารถเริ่มกระบวนการประมูลงานรวมถึงเริ่มดำเนินโครงการได้ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป

โครงการคลองระบายน้ำหลากนี้ถือว่าเป็นโครงการขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับงานก่อสร้างอื่นๆ จึงย่อมส่งผลเชิงบวกตรงถึง กลุ่มรับเหมาก่อสร้างอย่างมีนัยสำคัญ ถึงแม้ว่าปีที่เริ่มต้นโครงการจะยังไม่สามารถสร้างการรับรู้รายได้เข้าสู่ผลประกอบการได้เต็มที่ในทันที

แต่ปัจจัยสำคัญคือการช่วยเข้าไปเติมเต็มมูลค่างานในมือ (Backlog) ของกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 1 ถึง 2 ปีที่ผ่านมาจากการขาดแคลนงานประมูลภาครัฐขนาดใหญ่ การเข้ามาของโครงการระดับเมกะโปรเจ็กต์นี้จึงเปรียบเสมือนการสร้างรอบวัฏจักรใหม่ที่หนุนให้ Backlog ของกลุ่มกลับมาขยายตัวขึ้นอีกครั้ง และสร้างบรรยากาศการลงทุน (Sentiment) เชิงบวกให้กับหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างทั้งระบบในระยะยาว

สำหรับหุ้นที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดและตรงที่สุดในกลุ่ม ได้แก่ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK เนื่องจาก CK มีจุดแข็งจากการเน้นรับงานโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐเป็นหลัก ประกอบกับมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ เช่น โครงการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าหลวงพระบาง ทำให้มีความพร้อมสูงและถือเป็นเป้าหมายหลักในการคว้างานโครงการนี้

โดย CK จะเริ่มได้รับประโยชน์จากโอกาสในการชนะประมูล นำไปสู่ Backlog เพิ่มเติมตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป รองรับการรับรู้รายได้อย่างมั่นคงและต่อเนื่องในระยะยาวตามกรอบระยะเวลาการก่อสร้าง 7 ถึง 8 ปีของโครงการ

"CK มีประสบการณ์ด้านนี้ที่ใกล้เคียงกัน เราก็เลยมองว่าน่าจะเป็นหนึ่งในงานเป้าหมายของ CK ถ้ารัฐบาลออกโครงการนี้ออกมาครับ  แม้โครงการนี้จะมีระยะเวลาก่อสร้างยาวนานถึง 7-8 ปี และยังไม่ส่งผลต่อรายได้ในทันที แต่เมื่อมีความชัดเจนก็จะสร้างจิตวิทยาเชิงบวกที่ช่วยผลักดันให้ราคาหุ้นวิ่งนำหน้าผลประกอบการจริง ส่วนการทำงานจริงๆ คาดการณ์ว่าคงจะมีการกระจายงานไปยังบริษัทใหญ่อื่นๆ ด้วย" นายทศวรรณ กล่าว

@รับเหมาได้ทั่วหน้า

นอกจากนี้ หุ้นรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่อื่น เช่น บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON รวมไปถึง บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ  ITD ก็มีแนวโน้มได้รับประโยชน์ร่วมด้วย เนื่องจากโครงการขนาดใหญ่ระดับเมกะโปรเจ็กต์มักมีการกระจายงานก่อสร้างหรือการแบ่งสัญญา (Subcontract) ให้แก่ผู้รับเหมารายใหญ่อยู่แล้ว เพื่อลดความเสี่ยงล่าช้าจากการดำเนินงานโดยผู้ประกอบการเพียงรายเดียว

อีกทั้งขณะเดียวกัน ในกลุ่มหุ้นผู้รับเหมางานฐานราก บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAFCO มีโอกาสได้รับประโยชน์โดดเด่นกว่า บริษัท ไพลอน จำกัด (มหาชน) หรือ PYLON เนื่องจาก SEAFCO มีสัดส่วนการรับงานภาครัฐและงานโครงสร้างโยธา เป็นหลัก จึงมีศักยภาพในการเข้ามารับงานช่วงต่อในส่วนงานฐานรากของโครงการขนาดใหญ่นี้ ในขณะที่ PYLON มุ่งเน้นการรับงานจากภาคเอกชนเป็นหลักมากกว่า

@ โอกาสราคาตอบรับ

อย่างไรก็ตาม  ปัจจุบันฝ่ายวิเคราะห์ยังไม่ได้นำโครงการนี้มารวมในประมาณการมูลค่าพื้นฐาน (Valuation) ของหุ้นในกลุ่ม เนื่องจากโครงการยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการผลักดันและยังไม่ได้เห็นสัญญาการรับงานที่ชัดเจน  หากโครงการมีความชัดเจน เป็นรูปธรรม มีการเปิดประมูล และผู้รับเหมาอย่าง CK หรือรายอื่นๆ สามารถชนะการประมูลและเซ็นสัญญาได้อย่างเป็นทางการ นักวิเคราะห์จึงจะดำเนินการปรับเพิ่มราคาเป้าหมายพื้นฐาน (Target Price) ของหุ้นในกลุ่มขึ้นอย่างสอดคล้องกัน

ทว่า ในเชิงกลยุทธ์ การลงทุน มักพบราคาหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างจะตอบรับและปรับตัวขึ้นล่วงหน้าจาก Sentiment ทางการตลาด ก่อนที่รายได้จริงจะทยอยรับรู้เข้ามา ส่งผลให้ราคาหุ้นเทียบอัตราส่วนทางการเงิน เช่น อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าตามบัญชี (P/BV) หรือ อัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) ขยายตัวสูงขึ้นได้

ทั้งนี้ปัจจุบัน ฟิลลิป (ประเทศไทย) ให้ราคาเป้าหมายพื้นฐาน CK เท่ากับ 21.60 บาท และ STECON เท่ากับ 21.40 บาท 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง