รีเซต

เฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.25% จับตาเงินเฟ้อ-ช่องแคบฮอร์มุซกดดันตลาด

เฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.25% จับตาเงินเฟ้อ-ช่องแคบฮอร์มุซกดดันตลาด
TNN ช่อง16
17 กันยายน 2569 ( 15:52 )

ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) กลับมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี หลังการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) วันที่ 15-16 กันยายน 2569 มีมติเป็นเอกฉันท์ 12 ต่อ 0 ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% มาอยู่ที่กรอบ 3.75-4.00% โดยให้ความสำคัญกับเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจสหรัฐยังขยายตัวในระดับแข็งแกร่ง

ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ “คนชนข่าว” ทาง TNN วิเคราะห์ว่า ประเด็นสำคัญจากการประชุมครั้งนี้อยู่ที่เหตุผลของการปรับขึ้นดอกเบี้ย และทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐหลังจากนี้ โดยมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังมีความแข็งแกร่ง เงินเฟ้อยังไม่ลดลงตามเป้าหมาย และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังเพิ่มแรงกดดันต่อระดับราคา

ข้อมูลอย่างเป็นทางการของ Fed ระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐยังขยายตัวในอัตราที่แข็งแกร่ง การใช้จ่ายภายในประเทศมีความยืดหยุ่น การลงทุนอยู่ในระดับสูง ตลาดแรงงานยังทรงตัว ขณะที่เงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมาย โดย Fed ระบุว่าการปรับดอกเบี้ยครั้งนี้มีเป้าหมายสนับสนุนให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่ระดับ 2% ได้เร็วขึ้น



 

ประกิตประเมินว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ยังไม่ควรถูกมองว่าเป็นการเข้าสู่วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นรอบใหญ่ โดยทิศทางต่อจากนี้ขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์เป็นสำคัญ ขณะที่ประมาณการของกรรมการ Fed ยังเปิดทางให้มีการปรับดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้หากแรงกดดันด้านราคายังดำเนินต่อ

ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับ Summary of Economic Projections ที่ Fed เปิดเผยพร้อมผลประชุม ซึ่งรวบรวมมุมมองของกรรมการต่อเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ การว่างงาน และระดับดอกเบี้ยที่เหมาะสมในช่วงปี 2569-2572 โดยเป็นประมาณการตามข้อมูลที่มีอยู่ ณ เวลาประชุม และไม่ถือเป็นคำมั่นว่าดอกเบี้ยจะเคลื่อนไหวตามเส้นทางดังกล่าวทุกครั้ง

ในมุมตลาดการเงิน ประกิตมองว่า หาก Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกในระดับจำกัด ผลต่อการประเมินมูลค่าตลาดหุ้นอาจไม่มากเท่ากับสินทรัพย์บางประเภท เนื่องจากตลาดเคยผ่านช่วงดอกเบี้ยระดับสูงกว่านี้มาแล้ว แต่สิ่งที่ต้องติดตามคือค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งมีโอกาสทรงตัวในระดับสูง

หลังการประชุมล่าสุด ตลาดตอบรับด้วยการแข็งค่าของเงินดอลลาร์และการปรับตัวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้น ขณะที่ Fed ส่งสัญญาณว่านโยบายหลังจากนี้ยังขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจและพัฒนาการของเงินเฟ้อ

ประกิตยังให้ความสำคัญกับราคาพลังงานและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวบริเวณ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก หากสถานการณ์ส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันมากขึ้น มีโอกาสเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ และเป็นปัจจัยที่ธนาคารกลางหลายประเทศต้องนำมาประกอบการพิจารณานโยบายการเงิน


สำหรับประเทศไทย ประกิตมองว่าต้องติดตามส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับต่างประเทศ รวมถึงทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้าย ค่าเงินบาท และเงินเฟ้อภายในประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ธนาคารกลางหลักมีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินในระดับเข้มงวดมากขึ้น

ส่วนตลาดหุ้นไทย ประกิตระบุว่า การปรับตัวขึ้นในช่วงเช้าวันที่ 17 กันยายน มีแรงหนุนสำคัญจากหุ้นกลุ่มธนาคาร ท่ามกลางมุมมองของนักลงทุนต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยในประเทศ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องติดตามในช่วงที่เหลือของปีคือราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ การเคลื่อนย้ายเงินทุน และสถานการณ์ตะวันออกกลาง

อีกด้านหนึ่ง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเรียกร้องให้อัตราดอกเบี้ยสหรัฐลดลง โดยหลังการตัดสินใจของ Fed วันที่ 16 กันยายน ทรัมป์ระบุว่าต้องการเห็นดอกเบี้ยอยู่ที่ 1% หรือต่ำกว่า ขณะที่การตัดสินใจล่าสุดของ FOMC เป็นมติเอกฉันท์ รวมถึงเสียงสนับสนุนจาก เควิน วอร์ช ประธาน Fed ซึ่งได้รับการแต่งตั้งในสมัยรัฐบาลทรัมป์

ภาพรวมหลังการประชุม Fed ทำให้ตลาดการเงินทั่วโลกยังต้องติดตามการประชุมของธนาคารกลางสำคัญในลำดับถัดไป รวมถึงทิศทางเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญต่อการกำหนดนโยบายการเงินและทิศทางสินทรัพย์ในช่วงปลายปี 2569

 

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง