รีเซต

หุ้นดาวโจนส์วันนี้ 7 ต.ค. 2569 ปิดบวก 253 จุด S&P500-Nasdaq ทำสถิติสูงสุด

หุ้นดาวโจนส์วันนี้ 7 ต.ค. 2569 ปิดบวก 253 จุด S&P500-Nasdaq ทำสถิติสูงสุด
TNN ช่อง16
7 ตุลาคม 2569 ( 08:09 )
7

ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2569 โดย ดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้นกว่า 200 จุด ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังนักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หรือบอนด์ยีลด์ที่ลดลง

นักลงทุนยังจับตา รายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประจำเดือนกันยายน ซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันที่ 7 ตุลาคม รวมถึงการเริ่มต้นฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ในสัปดาห์หน้า

ดาวโจนส์ปิดบวก 253 จุด หุ้นนิวยอร์กทำสถิติสูงสุด

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 51,521.28 จุด เพิ่มขึ้น 253.38 จุด หรือ 0.49%

ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,818.93 จุด เพิ่มขึ้น 44.98 จุด หรือ 0.58% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 27,599.79 จุด เพิ่มขึ้น 122.48 จุด หรือ 0.45%

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนตลาดคือการปรับตัวลงของราคาน้ำมัน ซึ่งช่วยลดความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ขณะเดียวกันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นดีขึ้น

นักวิเคราะห์จาก Wealthspire Advisors ในนิวยอร์ก ระบุว่า การลดลงของราคาน้ำมันช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนตลาดหุ้น

บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ลดลง หลังพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวลงสู่ระดับ 5.256% หลังจากพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2545 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม

บอนด์ยีลด์อายุ 10 ปีถือเป็นอัตราอ้างอิงสำคัญสำหรับการกำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อหลายประเภท ทั้งสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์ และหนี้บัตรเครดิต

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี และ 2 ปี ต่างปรับตัวลงเช่นกัน โดยบอนด์ยีลด์อายุ 2 ปีมักเคลื่อนไหวตามแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของเฟด ขณะที่บอนด์ยีลด์ระยะยาวได้รับอิทธิพลจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

ราคาน้ำมันย่อตัว หลัง G7 เห็นพ้องระบายน้ำมันสำรอง

ก่อนหน้านี้นักลงทุนกังวลว่า เฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกในการประชุมเดือนตุลาคม หลังราคาน้ำมันพุ่งขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันปรับตัวลงในวันอังคาร หลังตลาดคลายความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทาน โดยกลุ่มประเทศ G7 มีมติเห็นพ้องเกี่ยวกับการระบายน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉิน

ข้อมูลจาก CME Group ผ่านเครื่องมือ FedWatch Tool ล่าสุดระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนักเพียง 21.6% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคม ลดลงอย่างมากจาก 70.9% เมื่อสัปดาห์ก่อน

หุ้นเทคโนโลยี-ชิปหนุนตลาด

หุ้น 10 จาก 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้น 3.01% และหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยที่เพิ่มขึ้น 1.39% ขณะที่หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ลดลง 0.16%

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดย Marvell Technology พุ่งขึ้น 5.8% หลังบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ในปี 2571 จากความเชื่อมั่นว่าความต้องการชิปสำหรับศูนย์ข้อมูลจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

ด้านหุ้น AMD เพิ่มขึ้น 2.8% หลังลิซา ซู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทประกาศแผนเพิ่มปริมาณการจัดส่งชิปอย่างมีนัยสำคัญในปี 2570 เพื่อรองรับความต้องการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เพิ่มขึ้น

นักลงทุนจับตาผลประกอบการไตรมาส 3

ฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ จะเริ่มขึ้นในสัปดาห์หน้า โดยกลุ่มธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐฯ จะเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่รายงานผลประกอบการ

ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากำไรรวมของบริษัทในดัชนี S&P500 จะเพิ่มขึ้น 30.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคาดว่ากำไรกลุ่มพลังงานจะเพิ่มขึ้นสูงถึง 114.7% ขณะที่กำไรกลุ่มเทคโนโลยีคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 66.5%

สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าเดือนส.ค.สูงสุดนับตั้งแต่มี.ค. 2568

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น 13.7% สู่ระดับ 1.056 แสนล้านดอลลาร์ ในเดือนสิงหาคม สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 1.02 แสนล้านดอลลาร์ และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568

ยอดนำเข้าเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 4.3% สู่ระดับ 4.208 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่ยอดส่งออกเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3.152 แสนล้านดอลลาร์ โดยยอดนำเข้าส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI

จับตารายงานประชุมเฟด 7 ต.ค. ชี้ทิศทางดอกเบี้ย

นักลงทุนจับตารายงานการประชุมเฟดประจำเดือนกันยายน ซึ่งจะเปิดเผยในวันที่ 7 ตุลาคม เพื่อประเมินสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด

ในการประชุมครั้งดังกล่าว คณะกรรมการเฟดมีมติเป็นเอกฉันท์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ตามที่ตลาดคาดการณ์ โดยรายละเอียดในรายงานการประชุมจะเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนใช้ประเมินทิศทางนโยบายการเงินในระยะต่อไป

ยอดนิยมในตอนนี้

แท็กยอดนิยม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง